ย้อนเวลาหาความรู้ นางบำเรอทหารญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

สารคดี ย้อนเวลาหาความรู้ไปกับ UFO เรื่องราวของนางบำเรอที่ถูกใช้ปรนเปรอตัณหาของทหารญี่ปุ่น หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า “ผู้หญิงปลอบขวัญ” (Comfort Woman) เป็นเรื่องราวที่คนติดตามข่าวต่างประเทศเป็นประจำ น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะสตรีที่ส่วนใหญ่ตอนนี้อยู่ในช่วงบั้นปลายของชีวิตจะออก ออกมาทำ กิจกรรมเรียกร้องให้ญี่ปุ่นชดเชยความเสียหายทั้งกายและใจให้กับพวกเธอทุกปี

นางบำเรอ ทหารญี่ปุ่น

เปิดประวัติ นางบำเรอทหารญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

นางบำเรอComfort Woman

รายงานส่วนใหญ่มาจากทางฝั่งเกาหลีบ้างจีนบ้าง ไต้หวันบ้างฟิลิปปินส์บ้าง แต่ไม่มีเรื่องราวจากฝั่งไทยให้เห็นเลย ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะบ้านเราเป็นพันธมิตรของญี่ปุ่น กองทัพญี่ปุ่นสมัยนั้นจึงไม่อาจทำรุ่มร่าม ใช้กำลังข่มเหงล่อลวงหญิงสาวชาวบ้าน เหมือนที่ทำในดินแดนที่พวกเขาไปบุกรุกรานได้อย่างโจ่งแจ้ง

แต่การค้นคว้าของ คุณโสภิดา วีรกุลเทวัญ พบว่าในเมืองไทยมีสถานบริการทางเพศจำเพาะสำหรับบรรดาทหารญี่ปุ่นเหมือนกัน บรรดาหญิงบริการเหล่านี้จำนวนหนึ่งจะถูกส่งมาจากต่างประเทศ โดยจะพักอยู่รวมกันในบ้านหลังหนึ่งกลางอำเภอเมืองกาญจนบุรีมีผู้หญิงอยู่ราว 10-20 คน

“ผู้หญิงพวกนี้พูดไทยไม่ได้ ที่ผมเห็นเป็นคนญี่ปุ่นมีผู้หญิงคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายโดดลงมาจากชั้นบนแต่ก็ไม่ตาย ที่นี่ให้แต่คนญี่ปุ่นเท่านั้น คนไทยเข้าไม่ได้ญี่ปุ่นระวังเรื่องซิฟิลิสมาก เขามีหมอมาควบคุม มาตรวจอะไรเรื่อยเพราะกลัวทำให้เก็บป่วย” อดีตครูประชาบาลรายหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีเก่า

ด้านคุณนิทัศน์ ถนอมทรัพย์ อดีตนายกเทศมนตรีและคนที่อยู่ในพื้นที่ ในขณะเกิดเหตุอีกรายเล่าว่าผู้หญิงเหล่านี้มีทั้งเกาหลี ไต้หวัน และญี่ปุ่น โดยเมื่อทหารเข้ามาตั้งมั่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะส่งผู้หญิงตามมาโดยต้องเดินกันมาจากบ้านโป่ง

นางบำเรอ ผู้หญิงปลอบขวัญ

ส่วนบรรดาหญิงไทยที่เข้ามามีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับทหารญี่ปุ่นก็มีอยู่เหมือนกัน ซึ่งมีทั้งตามครรลองจารีตสู่ขอกันเป็นเรื่องราวและความสัมพันธ์แบบลับ ๆ รวมทั้งการค้าประเวณีด้วยคุณนิทัศน์เล่าว่า “เมื่อประมาณปี พ.ศ 2482 ได้มีชาวญี่ปุ่น 2-3 คน เข้ามาเปิดร้านขายผ้าอยู่ที่ ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โดยชาวญี่ปุ่นได้จ้างผู้หญิงไทย 2-3 คนมาเป็นพนักงานอยู่ในร้านขายผ้าแห่งนี้ ภายหลังผู้หญิงไทยเหล่านี้ก็ตกเป็นภรรยาของชาวญี่ปุ่นทั้งหมด”

ขณะที่พ่อค้าที่เคยค้าขายกับทหารญี่ปุ่นรายหนึ่งอ้างว่าข้าราชการบางราย ถึงกับทำตัวเป็นแมงดาเสียเองด้วยการส่งเสียภรรยาตัวเองไปเป็นนางบำเรอให้กับทหารญี่ปุ่น
“เป็นผู้หญิงชาวบ้านนี่แหละไม่ได้บังคับ ญี่ปุ่นก็ให้เงินผัวผู้หญิงเป็นข้าราชการ เมียก็เลี้ยงลูกอยู่บ้านเงินเดือนข้าราชการพอกินเมื่อไหร่สมัยนั้น พอทหารญี่ปุ่นกลับเขาก็ไม่ได้เอาผู้หญิงไทยกลับ”

และกลุ่มผู้หญิงไทยที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องบำบัดตัณหาของทหารญี่ปุ่น โดยตรงก็คือบรรดาหญิงสาวที่ทำการค้าประเวณีอยู่แล้วโดยผู้หญิงไทยกลุ่มนี้ จะถูกกะเกณฑ์ให้เข้ามารับใช้กลุ่มพลทหารเป็นส่วนใหญ่ ส่วนผู้หญิงตะวันออกไกลที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ก็จะเอาไว้บริการสำหรับนายทหารระดับสูง

นางบำเรอ ทหารญี่ปุ่นบนแผ่นดินไทย

“เขามีล่ามนะ ในกรุงเทพฯ เขาก็ไปสะพานถ่าน เกณฑ์มาเลย เอาไหมเงินเดือนเท่านั้น รายได้พิเศษก็ว่าไป เขาเรียกว่าจ้างเกณฑ์ หรือบังคับให้มา แล้วก็จ่ายค่าตอบแทนให้ด้วย ผู้หญิงก็จะหมุนเวียนกันไปมีคนคอยจัดการดูแล ซ่องญี่ปุ่นไม่เกี่ยวเลยยุ่งไม่ได้ ตำรวจก็ไม่ได้จับกุมหรือควบคุมอะไร” คุณนิทัศน์กล่าว

คุณโสภิดา บอกว่ากองทัพญี่ปุ่นมีการควบคุมทหารแบบ “ปากว่าตาขยิบ” คือไม่ได้อนุญาตให้นำผู้หญิงไทยเข้าไปในค่ายแต่ทหารจะออกไปมีอะไรกับหญิงไทยนอกค่ายได้ไม่มีปัญหา ทำให้กิจการค้าประเวณีในกาญจนบุรีมีหลายรูปแบบรวมถึงการพายเรือเร่ขายผู้หญิงด้วย

“เอาผู้หญิงใส่เรือไปแล้วก็ตกลง ญี่ปุ่นอยู่ท้ายน้ำเสร็จแล้วก็ยกนิ้ว 20 บาท มันบอกว่าไม่มีตังค์เอาปากกาได้ไหม เราบอกว่าได้ แล้วก็ขึ้นหาดไปปูเสื่อให้ที่โคนตะไคร้บังหน้า มันก็ล่อ กันในหาดนั่นแหละ เสร็จแล้วมันก็ม้วนเสื่อลงเรือพายเรื่อยไป” ชายชราที่เคยเป็นฝีพายเรือขายผู้หญิงกล่าว

จากที่เล่ามาจะเห็นได้ว่าผู้หญิงไทยที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับทหารญี่ปุ่นมักจะเกิดขึ้นโดยสมัครใจ แต่คุณสุธิดา ก็ให้มุมมองหนึ่งที่น่าสนใจว่า คนไทยอาจจะมองโสเภณีเป็นคนนอก จึงไม่ให้ความสนใจกับคนกลุ่มนี้สักเท่าไหร่ แต่จริง ๆแล้วพวกเธอเข้ามาเกี่ยวข้องอาจจะด้วยถูกล่อลวง หรือหากสมัครใจมาก็อาจจะได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมก็เป็นได้ เพียงแต่ไม่มีการศึกษาเรื่องนี้สักเท่าใดนัก

,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *