สมุนไพรใกล้ตัว คู่ครัว ดูแลคุณ

เกร็ดความรู้ นับตั้งแต่โบราณกาลมาจนกระทั่งยุคปัจจุบันคน ไทยส่วนใหญ่รู้จักมักคุ้นวิธีการนำสมุนไพรมาใช้ในการประกอบอาหารและบำบัดรักษาโรคเป็นอย่างดี โดยเฉพาะชุมชนในต่างจังหวัด ซึ่งปัจจุบันยังพบว่ามีการนำสมุนไพรต่าง ๆ มาใช้ในการประกอบการรักษาโรคอย่างแพร่หลาย เช่น การนำใบสาบเสือมาตำพอกแผล เพื่อช่วยในการห้ามเลือด การนำกระเทียมสดแกะกลีบแล้วมามาตำให้ละเอียด นำมาทาบริเวณที่เป็นโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน ไม่นานโรคดังกล่าวก็จะหาย หรือการนำเอาด้านในของเปลือกกล้วยน้ำว้าสุกมาถู ๆ บริเวณที่มีผื่นคันวันละ 3 – 4 ครั้งเป็นประจำอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น เช่นนี้เป็นต้น แต่นอกจากประโยชน์แล้ว คำแนะนำและข้อควรรู้ก่อนใช้สมุนไพรก็สำคัญเช่นกัน

คุณประโยชน์ และข้อควรรู้ก่อนใช้สมุนไพร

คุณประโยชน์ และข้อควรรู้ก่อนใช้สมุนไพร

ขณะเดียวกัน สมุนไพรบางชนิดสามารถนำมาประกอบอาหาร และช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยในร่างกายได้ เช่น การรับประทานโหระพา กระเพรา หรือใบแมงลัก จะช่วยลดอาการแน่นเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง ได้เช่นเดียวกัน กับหอมหัวใหญ่กระเทียม ข่า กระชาย ตะไคร้ ใบมะกรูด ที่มักนิยมเอาสมุนไพรเหล่านี้มาใส่ในแกงเผ็ด แกงกะทิ หรือแกงเลียง เพื่อเพิ่มรสชาติ ดับกลิ่นคาว แถมยังช่วยลดไขมัน ลดอาการจุกเสียด แน่นเฟ้อ ในกระเพาะอาหาร เป็นต้น

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า พืชสมุนไพรบางชนิดเป็นทั้งผักผลไม้ และสมุนไพรสำหรับใช้ในการบำบัดรักษาโรคในเวลาเดียวกัน ซึ่ง วันนี้เราจะขอนำเสนอ คุณประโยชน์ของสมุนไพรต่าง ๆ และข้อควรรู้ก่อนใช้สมุนไพรเหล่านี้ ที่เรานำมาใช้ประกอบการบำบัดรักษาโรคตามอาการที่เกิดขึ้นในร่างกาย ซึ่งมีทั้งสมุนไพรในรูปของอาหาร และพืชที่มีคุณสมบัติเป็นสมุนไพรโดยเฉพาะ เช่น มะระขี้นก นำมาใช้เป็นอาหารบำบัดโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด ในขณะที่ หนานเฉาเหว่ย สมุนไพรมากคุณค่า ก็มีคุณสมบัติมากมาย เช่นเดียวกัน คือ ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดัน บำบัดโรคเบาหวาน แต่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะนำมาใช้ชงดื่มในรูปแบบของชาสมุนไพรมากกว่า ที่จะนำมาทำเป็นอาหาร เป็นต้น

คำแนะนำและข้อควรรู้ก่อนใช้สมุนไพร

ปัจจุบัน มีการนำสมุนไพรมาใช้ในการเยียวยา บรรเทา และรักษาโรคต่าง ๆ กำลังเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก แม้แต่วิทยาการทางการแพทย์ สมัยใหม่เองก็ยังคงให้ความสนใจกับการคิดค้นตัวยาจากสมุนไพร ที่พบในแต่ละท้องถิ่น เนื่องด้วยตัวยาจากสมุนไพรเหล่านี้ มีคุณสมบัติทางธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น สามารถปลูกเองได้ลดต้นทุนการผลิตการนำเข้าตัวยาเคมี ที่สำคัญคือมีผลข้างเคียงต่อร่างกายน้อยกว่ายาแผนปัจจุบันมาก
แต่อย่างไรก็ตาม การใช้สมุนไพรในการรักษาโรคก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง ในกลุ่มของผู้ที่ยังไม่รู้จักชนิด ประเภท และคุณสมบัติของพืชอย่างดีพอ ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงขอเสนอแนวทางในการนำพืชสมุนไพรแต่ละชนิด มาใช้บำบัดรักษาโรค ทดแทนการใช้ยาในแผนปัจจุบันดังต่อไปนี้

1. ใช้ให้ถูกต้น ถูกส่วน

ก่อนที่จะนำพืชสมุนไพรชนิดใด ๆ ก็ตามมาใช้ในการรักษาโรค ผู้ใช้จะต้องทำความรู้จักกับสมุนไพรชนิดนั้น ๆ ให้ดีพอเสียก่อน กล่าวคือ รู้จักชนิดรู้จักลักษณะต้น รู้จักคุณสมบัติทางยาในแต่ละส่วนของลำต้น ใบ ดอก ราก เมล็ด หรือแม้แต่เปลือกของพืชชนิดนั้น ๆ เพราะการนำมาใช้ผิดชนิด ผิดประเภท และไม่รู้จักคุณสมบัติที่ดีพอ อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ยาและเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

เช่น ในดอกและผลของกระเจี๊ยบแดง 1 ต้น มีคุณสมบัติเป็นได้ทั้งอาหารโภชนาการบำบัด และเป็นตัวยาสมุนไพรในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ ในส่วนของดอกกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยขับปัสสาวะ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคนิ่วในไตได้ ทั้งยังช่วยละลายไขมันในเลือดอีกด้วย ส่วนของกลีบเลี้ยง ใช้เป็นยาลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด และลดความอ้วนได้ ขณะเดียวกันที่น้ำต้มจากฝักกระเจี๊ยบแดง มีฤทธิ์ช่วยในการขับปัสสาวะ และช่วยในการย่อยอาหารใบกระเจี๊ยบแดงมีคุณสมบัติขับพยาธิตัวจี๊ด ช่วยกัดเสมหะ แก้ไอ แก้เจ็บคอได้ ส่วนเมล็ดสามารถนำมาเป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ดีพิการ เป็นต้น

2. ใช้ให้ถูกขนาน ถูกวิธี

ซึ่งมีหลักการสำคัญดังนี้คือ

– ถ้าในตำรับยาแผนโบราณไม่ได้ระบุว่าให้ใช้สมุนไพรชนิดนั้น ๆ ในรูปแบบของสดหรือของแห้ง ให้ผู้ใช้ถือว่าใช้สด

– สมุนไพรที่นำมารักษาโรคภายใน ถ้าในตำราแผนโบราณไม่ได้ระบุวิธีใช้ ให้ใช้วิธีการต้ม เป็นสำคัญ

– สมุนไพรที่นำมาใช้รักษาโรคภายนอก ถ้าในตำรับยาโบราณไม่ได้ระบุวิธีใช้ ให้ใช้วิธีการตำพอกแผล เป็นสำคัญ

– สมุนไพรที่ระบุว่าวิธีการต้มยา เวลารับประทานให้รับประทานครั้งละครึ่งถึง 1 แก้ว หรือ 250 ซีซี รับประทานวันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร

– สมุนไพรที่ระบุวิธีการบดเป็นผง เวลารับประทานให้รับประทานครั้งละ 1 – 2 ช้อนชา โดยวิธีการชงกับน้ำสุกครั้งละ 1 แก้ว

– สมุนไพรที่ระบุว่าการปั้นเป็นลูกกลอน ให้ปัญญามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร เวลานำมานำรับประทานให้รับประทานครั้งละ 1 – 2 เม็ด

– สมุนไพรที่ระบุว่าการดองยา หรือยาที่ต้องการให้คะแนนเอาแต่น้ำมาใช้นั้น ให้ใช้ครั้งละครึ่ง ถึง 1 ช้อนโต๊ะ

คำแนะนำและข้อควรรู้ก่อนใช้สมุนไพร

3. ใช้ยาให้ถูกกับโรค

นับเป็นข้อบ่งชี้ที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้ เพราะหากผู้ป่วยไม่รู้แน่ชัดเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บของตนเองแล้ว การใช้ยาอาจไม่ได้ผล หรืออาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายก็ได้

4. กินยาในช่วงแรก

ในการรับประทานยาสมุนไพรนั้น หากผู้ใช้ไม่เคยใช้ยาชนิดนี้มาก่อนให้ใช้ยาเพียงเล็กน้อย เพื่อสังเกตอาการที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งถ้าไม่พบความผิดปกติใด ๆ ก็สามารถรับประทานยาได้ตามขนานปกติ

5. ไม่ควรใช้ตัวยาชนิดเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ

การกินยาติดต่อกันเป็นเวลานานนั้นอาจก่อให้เกิดการตกค้างของตัวยา ก่อให้เกิดพิษสะสมในร่างกาย หรือมีอาการดื้อยาได้ ซึ่งตามปกติแล้ว ในส่วนของการรับประทานยาสมุนไพรนั้น ไม่ควรรับประทานติดต่อกันนานเกิน 1 เดือน

6. ห้ามใช้ยาสมุนไพรในปริมาณเข้มข้นเกินกว่าที่กำหนด

ต้องกินยาสมุนไพรในปริมาณที่เหมาะสมโดยเฉพาะในเด็กอ่อน คนชรา และผู้ป่วยที่มีร่างกายอ่อนเพลียมาก เพราะผู้ป่วยเหล่านี้จะมีร่างกายที่อ่อนแอ ภูมิต้านทานต่ำ จึงควรใช้ยาให้พอดี ควรเริ่มทดลองจากปริมาณที่น้อยกว่ากำหนดในช่วงแรก เพื่อทดสอบสภาวะการแพ้ยา เนื่องจากตัวยาชนิดเดียวกัน อาจไม่เหมือนกันโดยเฉพาะ ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการแพ้ต่อตัวยาชนิดนั้น ๆ เป็นต้น

7. ห้ามใช้สมุนไพรบางชนิดในผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่อไปนี้

โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคตับ โรคไต โรคความดันโลหิต โรคหอบหืด และโรคเบาหวาน จนกว่าจะได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติของตัวยาที่มีผลต่อร่างกาย และได้รับคำรับรองจากแพทย์แผนปัจจุบัน ที่อนุญาตให้ใช้ยาสมุนไพรเกี่ยวกับโรคดังกล่าว

วิธีการเก็บรักษายาสมุนไพร

1. ควรเก็บไว้ในสถานที่ที่แห้ง และเย็น อากาศถ่ายเทสะดวก ที่สำคัญต้องไม่อับชื้น เพราะอาจจะเกิดเชื้อราได้

2. การเก็บยาสมุนไพรแต่ละชนิด ควรแยกประเภท และแบ่งประเภทชนิดของยาที่รักษาโรคให้ชัดเจน และใช้ภายในกับภายนอกไม่ควรปะปนกัน ที่สำคัญยาที่จัดว่ามีอันตราย ไม่ควรวางใกล้มือเด็กอย่างเด็ดขาด เพราะอาจเกิดข้อผิดพลาดในการหยิบใช้ได้

3. ตัวยาสมุนไพรแต่ละชนิดที่แยกเก็บ ควรจะอบหรือตากแดดจนแห้งสนิท เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา และควรหมั่นนำออกตากแดดเสมอ ๆ เพื่อฆ่าเชื้อ

4. หมั่นตรวจดูสถานที่เก็บยา และตรวจดูตัวอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เพื่อดูว่ามีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้นหรือไม่ เช่น มีหนูหรือแมลงเข้าไปกัดแทะทำลายยาสมุนไพรหรือไม่ เป็นต้น
หลักการง่าย ๆ เพียงเท่านี้ คุณก็จะมียาสมุนไพรเก็บไว้ใช้ได้นานและปลอดภัยในการนำไปใช้ครั้งอีกต่อไปอีกด้วย

, , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *