อยู่กับความเหงาอย่างเข้าใจ

เกร็ดความรู้ ความเหงา เป็นเรื่องแปลกทั้งในแง่นิยามและอารมณ์ความรู้สึก ผู้คนมากมายพยายามอยู่ห่างจากความเหงา แต่นั่นอาจยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกเหงาและว้าเหว่ มนุษย์รู้จักความเหงาผ่านประสบการณ์ของตนเอง แต่เป็นเรื่องยากเกินที่จะอธิบายว่าความเหงานั้นมีรูปแบบอย่างไร แตกต่างกับความโดดเดี่ยว แปลกแยก และอารมณ์ซึมเศร้าอย่างไร ความเหงา เป็นอารมณ์ที่เหมือนกับรสนิยมบางคนชอบ และรู้สึกว่าบางครั้งความเหงาให้พลังบางอย่าง แต่เมื่ออยู่กับความเหงาได้สักพักกลับไม่อยากเหงาอีกแล้ว ก็พยายามออกไปทำนู่นทำนี่เพื่อคลายเหงา เมื่อหมดพลังก็กลับมารู้สึกเหงาอีกครั้ง ขณะที่บางคนไม่ชอบความเหงาเลย ไม่อยากมีความเหงาอยู่ในชีวิต ที่จริงแล้วความเหงาเป็นอารมณ์พื้นฐานตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคน มากหรือน้อย ชอบหรือไม่ชอบ แตกต่างกัน

ใช้ชีวิตอยู่กับความเหงาอย่างเข้าใจ

 

ชีวิตอยู่กับความเหงาอย่างเข้าใจ

หากเราจำเป็นต้องอยู่กับความเหงา ต้องทำความเข้าใจความเหงาที่เรามีเสียก่อน ที่จริงแล้วโดยส่วนใหญ่ความเหงามากเกิดจากสภาวะภายใน เมื่อเรารู้สึกโดดเดี่ยวไม่มีใคร สวนสภาวะภายนอก เช่น อยู่ในสถานที่ซึ่งมีบรรยากาศเวิ้งว้าง ว่างเปล่า แสงสลัว ๆ เรียกว่าบรรยากาศพาไปให้ใจเหงา องค์ประกอบที่กระตุ้นให้เกิดความเหงานั้นมีมากมาย ทั้งด้านสภาวะแวดล้อมผู้คนรอบ ๆ ตัวเราทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือมุมมองของเราที่มีต่อความเหงา

บางทีเราอยู่ในสถานการณ์ที่ซึ่งมีผู้คนเยอะแยะรอบตัว เช่น นั่งกินข้าวอยู่กับกลุ่มเพื่อนสนิท ในบรรยากาศคึกคักสนุกสนาน แต่หัวใจข้างในกับรู้สึกเหงา นั่นแสดงว่าอาจเป็นความเหงาที่เริ่มไม่ปกติ แต่ถ้าเกิดเราอยู่ในสภาวะอย่างที่บอกก่อนหน้านี้คือ มีหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น อากาศ สภาพแวดล้อม แสง สี เสียง ผู้คน มากระตุ้นให้เกิดความเหงาขึ้น นั่นแสดงว่าเป็นอาการเหงาปกติ

ถ้าความเหงามาเยือน และเรารู้สึกถึงความเหงาแล้ว จะใช้ประโยชน์จากความเหงาอย่างไร ความเหงาส่วนใหญ่เกิดจากความรู้สึกที่ว่ามีเราคนเดียว มีเราเพียงลำพัง ข้อดีของการที่เรามีความรู้สึกนี้คือ ช่วงเวลาที่เราจะได้รู้จักตัวเองมากขึ้นเพราะเมื่อใดก็ตามที่เรากันสองคน มีกันเป็นหมู่คณะ มีกันเป็นสังคม ก็จะเริ่มมีชีวิตคนอื่นเข้ามาในพื้นที่ชีวิตของเรามากขึ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ บางคนเพิ่งรู้จักตัวเองว่าเป็นคนแบบไหน ก็ตอนที่ได้ใช้ชีวิตเองคนเดียว เช่น ตอนเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องมาอยู่หอคนเดียว และเพิ่งรู้ว่าที่จริงแล้วเราเป็นคนแบบนี้ ที่ผ่านมาพ่อแม่นั้นล้อมกรอบไว้ให้

เหมือนกันกับความเหงาคือ ถ้าเราใช้ประโยชน์จากเขาให้ความเหงา เพื่อมองให้เห็นตัวเราชัดเจนขึ้น ช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าเราอยู่คนเดียว ส่วนที่เรารับมาจากคนอื่น จากครอบครัว จากสังคมออก เราก็จะเห็นพื้นฐานทางอารมณ์ของเราได้ง่ายขึ้นเห็นว่าโดยพื้นฐานแล้วอารมณ์ของเราเป็นยังไง อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่อยู่ในความคิดของเราตอนนี้ อะไรคือความปรารถนาที่แท้จริง โดยไม่ต้องการคิดว่าทำเพื่อใคร เราจะเห็นตัวเองชัดขึ้นรู้ว่า จริง ๆ แล้วฉันเป็นคนยังไง ฉันมีศักยภาพอะไร ในขณะเดียวกันเราก็จะเห็นจุดอ่อนของตัวเองได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

จากนั้นถ้าเราโชคดีอาจตั้ง mindset ชีวิตของตัวเองได้ว่า สิ่งที่เราจะทำต่อจากนี้ฉันจะทำเพื่ออะไร เป้าหมายในชีวิตของฉันคืออะไร เราจะเริ่มวางแผนกับตัวเองได้ เราจะเริ่มค่อย ๆ ลงมือทำมันได้ นี่คือประโยชน์ของความเหงา ฟังแล้วอยากเหงาเลยใช่ไหม แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนนะคะที่จะมองเห็นความเหงาในมุมนี้ เพราะส่วนใหญ่มักจะรังเกียจ “ฉันไม่ชอบสภาวะแบบนี้เลย ทำไมฉันต้องกินข้าวคนเดียว ทำไมฉันต้องดูหนังคนเดียว” การเฝ้าถามแต่สิ่งเหล่านี้ย่อมไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้นถ้าเราสามารถอยู่กับตัวเองในลักษณะนี้ได้ นั่นหมายความว่าเราเริ่มเลือกใช้ประโยชน์จากความเหงาได้แล้ว “เราเหงาได้ ก็ไม่เหงาได้”

ความเหงาในปัจจุบัน

ความเหงาในปัจจุบัน

ปัจจุบันโลกหมุนเร็วมาก ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เนื่องจากเรามีเทคโนโลยีต่าง ๆ มีการสื่อสารหลายช่องทางมาก เราจึงแชร์ข่าวสารกันตลอด ตอนนี้เรียกได้ว่าโลกเป็นใบเดียวจริง ๆ ไม่ได้แบ่งแยกเป็นทวีปตามแผนที่อีกต่อไปแล้ว สิ่งที่น่าแปลกใจคือผู้คนกลับมาทุกข์มากขึ้น สังเกตได้จากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ก่อนหน้านี้ เด็กไทยฆ่าตัวตายเยอะมากโดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย แล้วความเร็วของโลกและความสะดวกของเทคโนโลยี ทำให้เราเห็นตัวเองน้อยลง เราเห็นแต่สิ่งที่เราอยากจะเป็นมากขึ้น เราเห็นแต่สิ่งที่คนอื่นเป็นมากขึ้น แล้วเกิดการเปรียบเทียบ แต่กลับไม่เคยเรียนรู้ตัวเองคือ อยู่แค่กับสิ่งที่ฉันเป็นวันนี้ แล้วก็เห็นภาพที่ฉันอยากเป็น ภาพที่คนอื่นสำเร็จ คือ การเปรียบเทียบเริ่มมีพลังที่มีอิทธิพลกับใจคนมากกว่าการที่เราสื่อสารด้วยกันความเข้าใจ หรือการมีเวลาคุณภาพร่วมกัน

ถ้าเราไม่อยากมีชีวิตที่ทุกข์จนรังเกียจความสุข เราต้องอยู่กับความเหงาให้ได้ ต้องเริ่มหยุดเป็น ต้องเริ่มช้าลงเป็น ต้องขอบคุณคนอื่นให้เป็น ต้องขอบคุณตัวเองให้เป็น เวลาที่เราทำอะไรดี ๆ เพื่อตัวเองและผู้อื่นต้องรู้จักอิ่มเอม คือ เมื่อเราทำอะไรแล้วรู้สึกมีความสุข เราลองหยุดเพื่ออยู่กับความรู้สึกนั้น สัมผัสกับความสุขนั้นให้มากขึ้น เป็นกระบวนการที่จะทำให้เราไม่เป็นทุกข์จนรังเกียจความสุข และเป็นเพื่อนกับความเหงาได้มากขึ้น

ความเหงา ลองเหงาให้สุดแต่อย่าจมดิ่ง

ลองเหงาให้สุดแต่อย่าจมดิ่ง

เมื่อความเหงาเกิดขึ้นแล้วเรายังนึกถึงประโยชน์ของความเหงาไม่ทันก็ยังไม่ต้องคิด จงเหงาให้ถึงที่สุดก่อน คนเรามีจุดเปลี่ยนในชีวิต 2 อย่างคือ มีสติกลับมานะ ถ้าเหงาก็ถอยออกมา แล้วลองปรับมุมมองที่มีต่อความเหงา หรือมองให้กว้างขึ้น ถ้าวิธีนี้ยากเกินไป จุดเปลี่ยนอีกอย่างหนึ่ง คือ ถ้าไม่ทุกข์ที่สุดเราจะไม่เปลี่ยน เหมือนคนกินเหล้า ยังไงเขาก็กินเพราะชอบ ทันทีที่หมอบอกว่าถ้าคุณกินอีกแก้วคุณจะเป็นตับแข็งตายนะ บางทีรู้แล้ว บางคนก็ยังกินต่อ แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มอาเจียนเป็นเลือด ก็รู้สึกว่าที่หมอบอกนั้นจริงถ้ากินอีกแก้วสงสัยเลือดจะหมดตัว เขาก็จะเลิกกินเหล้าเหมือนกัน คือเหงาไปขั้นสุด แต่อย่าเหงาถึงขั้นตาย ลองอยู่กับความเหงา แล้วเฝ้าดูว่าเขาสร้างความทุกข์อะไรให้แก่เราบ้าง

นี่เป็นการเรียนรู้อีกแบบหนึ่ง ว่าด้านลบของความเหงานั้นทำร้ายใครบ้าง การที่มันทำร้ายเราอาจทำให้เราคิดถึงใครบางคนซึ่งรอเราอยู่ที่บ้านก็ได้ เช่น คนต่างจังหวัดที่มาทำงานในกรุงเทพฯ เราอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่ยังรู้สึกเหงามาก ๆ บางทีการที่เรารู้สึกว่าถูกทำร้ายจากการเหงาขั้นสุด หากเรามองแต่มุมของตัวเองย่อมเจ็บปวด ลองคิดในทางกลับกันว่าคนอื่นรู้จักเหงาเหมือนกับเราไหม คนที่บ้านรู้สึกแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่า คุณพ่อคุณแม่ซึ่งรอเราอยู่ที่บ้านมีไหมที่เขาจะเป็นแบบนี้ บางทีแค่นึกถึงใครบางคนที่มีความสำคัญในชีวิต เราอาจกลับไปหาเขาก็ได้นะ หรือเราอาจอยากทำอะไรที่เรียกว่าเวลาคุณภาพร่วมกัน

นอกจากเราไม่ได้เหงาอย่างเดียวดายแล้ว บางครั้งความเหงาอาจอยู่เป็นเพื่อนกับเราก็ได้ อย่างที่บอกว่าที่จริงแล้วความเหงาก็อยู่ในตัวเรานี่แหละ เมื่อปัจจัยอื่นเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตของเรามากกว่า เราก็จะลืมอารมณ์เหล่านี้ไป บางทีที่เราลืมอารมณ์เหล่านี้ไป ก็ทำให้เราลืมใครบางคนเหมือนกัน คือ ไม่ใช่แค่เราที่ถูกลืม ในขณะที่เราจมอยู่กับการเป็นคนที่ถูกลืมตอนนั้นมันเป็นช่วงเวลาที่เราลืมใครต่อใครไปเยอะ เราลืมคนที่เราเคยทำอะไรดี ๆ ให้แก่เรามาก เพราะตอนนั้นเราคิดเพียงว่าเราเคยทำดีกับใครบ้างแล้วทำไมวันนี้คน ๆ นั้นไม่อยู่ตรงนี้กับเรา

ความเหงา เมื่อเหงาเกินไปจนหัวใจอ่อนแอ

เมื่อเหงาเกินไปจนหัวใจอ่อนแอ

มนุษย์นั้นฉลาดสมองของเราปรับตัวอยู่เสมอ อย่างเช่น ถ้าเราอยู่ในสภาวะจิตใจที่เป็นปกติแล้วมีอะไรมากระทบ ทำให้เราต้องเหงาหรือเศร้า สมองของเราก็จับปรับตัว เป็นสมองที่เหงา เศร้าอยู่พักหนึ่ง สมมุติว่าเราจมอยู่กับอารมณ์นั้น ถ้าเราไม่หยุดแล้วถอยออกมา เราก็จะจมลงเรื่อย ๆ เมื่อจมลงถึงขั้นสุดแล้ว ยังไม่เรียนรู้ความทุกข์นั้น จมแบบหัวฟัดหัวเหวี่ยง สมองของเราก็จะเศร้าและทำให้มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้

“เมื่อใดที่บอกว่าเป็นโรค” หมายถึง เราควบคุมอะไรไม่ได้ เพราะเซลล์สมองของเราเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เมื่อเป็นโรคก็ต้องรักษา ถ้าคุณเพียงอยู่ในช่วงปรับตัว แค่อาจแค่รับการเยียวยา ซึ่งมีเยอะแยะ เช่น พาตัวออกไปทำสิ่งดี ๆ ออกกำลังกายทำบุญ แบ่งปันสิ่งที่ตัวเองทำให้ผู้อื่นได้ หรือแม้แต่การนั่งหรือนอนเฉย ๆ ให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อน ก็นับเป็นผลการเยียวยาอย่างหนึ่งแล้ว

ไม่ใช่ว่าคุณรู้สึกป่วยแล้วจึงมาพบจิตแพทย์ ภารกิจของการเป็นหมอคือ ป้องกันรักษาฟื้นฟูมันย่อมดีต่อตัวเราเองและต่อระบบสาธารณสุข ถ้าเรารู้จักป้องกันก่อนที่ตัวเองจะเป็นโรค สมมุติว่าเราเหงา เราเศร้า เราจมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้มานานจนรู้สึกไม่ดี เริ่มถอนตัวเองไม่ได้ รู้สึกว่าไม่มีทางออกกับเรื่องนี้ แต่สมองยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก เราป้องกันโดยการมาหาหมอ หรือพบนักจิตวิทยาก่อนนั่นคือ เป็นครั้งเดียวที่คุณมาหาหมอ แต่ถ้าคุณปล่อยไปเรื่อย ๆ จนเป็นโรคคุณต้องมาหาหมออีกเป็นปี ต้องกินยาต้องฟื้นฟู คนส่วนใหญ่กลับมาเลือกตอนที่ตัวเองรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว มนุษย์ทุกคนล้วนมีบาดแผล เราเติบโตมากับบาดแผลในแบบของเรา การเป็นโรคนั้นไม่สนุกเลย แม้บอกว่ายารักษาหาย ไม่มีใครบอกว่าการเป็นโรคซึมเศร้านั้นน่ารังเกียจหรือน่าอาย แต่ควรปกป้องไว้ก่อนดีกว่า คือเท่าที่เคยรักษามานั้นหายได้จริง แต่มักทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้การใช้ชีวิตก็ไม่เต็มที่เหมือนเดิม

ความจริงของความเหงา

ความจริงของความเหงา

การดูแลตัวเองตั้งแต่แรกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด อย่างแรกคือ ต้องฝึกฝนความซื่อสัตย์กับตัวเอง ว่าจริง ๆ แล้วเรารู้สึกอย่างไรยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้ฉันเหงา ฉันเศร้า ฉันไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย ไม่ชอบระดับ 10 ให้ลองค่อย ๆ ค้นหาความหมายของการไม่ชอบระดับ 10 ในขณะที่เพื่อน ๆ หรือหลาย ๆ คน เมื่อความเหงามาเยือนเขาอาจไม่ชอบแค่ระดับ 5 แล้วมันมีความหมายกับชีวิตเราอย่างไรอาจเป็นเพราะตอนเด็ก ๆ มีช่วงที่พ่อแม่ไม่กลับบ้านสักที เราต้องรอเขาอยู่ในบ้านคนเดียวบางทีความรู้สึก หรือภาพจำตอนนั้นยังฝังอยู่ในหัวเราโดยไม่รู้ตัว หรือที่จริงแล้วเรากลัวการถูกทอดทิ้ง ความรู้สึกเหงาในตอนนี้ กับสถานการณ์ในอดีตแค่ใกล้เคียงกัน แต่ความรู้สึกกลัวการถูกทอดทิ้งนั้น โผล่ขึ้นมาทั้งที่ในปัจจุบันเราไม่ได้ถูกทอดทิ้ง

ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์กับตัวเองก็จะรีบปฏิเสธ และบอกตัวเองว่าทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองไม่เหงา แต่ไม่กล้าถามตัวเองว่าทำไมถึงไม่ชอบ เพราะอะไรไหนลองดูให้ชัด ๆ สิ แน่นอนว่าอาจไม่ได้คำตอบทันที ประโยชน์ที่ได้จากการถามตัวเองคือ การรับรู้ว่าตอนนี้ฉันไม่ได้ถูกทอดทิ้ง เพียงแค่เป็นอารมณ์ใกล้เคียงกัน ความเหงาก็จะทำร้ายเราได้น้อยลง จากระดับ 10 ลดลงสู่ระดับ 5 จากนั้นลองมองดูว่า เรามีคนที่พร้อมรับฟังไหม คนที่ไม่ใช่หมอ เรามีเพื่อน คนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ที่รับฟังเราได้ไหม อาจจะต้องคุยกับเขา แต่ให้บอกเขาก่อนว่าเราแค่อยากเล่าให้ฟังเฉย ๆ นะ เพราะถ้าเราไม่บอกแบบนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขาจะให้คำแนะนำคำปลอบใจสารพัด เพราะเขาอยากช่วยคุณ หลังจากได้เล่าจนจบแล้ว เราจะรู้สึกสบาย นั่นเท่ากับว่า เราได้เยียวยาตนเองแล้ว แต่เราจะเยียวยาขั้นสุดคือเมื่อไหร่ที่การเยียวยานั้นประสบผลสำเร็จ

คิดว่าการที่เราเริ่มเห็นสองมุมคือ เราได้หยุดซื่อสัตย์ และฟังเสียงตัวเองว่า เราได้ระบายกับเพื่อน และมีคนรับฟังได้รับฟังเสียงสะท้อน จากใครบางคนการเยียวยาขั้นสุด คือเราจะเริ่มมองเห็นความจริงของความเหงา ว่ามันมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ขั้นสุดไปกว่านั้นคือ เราเริ่มเลือกได้ว่าจะเหงาหรือไม่เหงา เหงาก็โอเค ไม่ชอบแต่ก็อยู่ได้ เริ่มรู้ทันมันมากขึ้น เริ่มรู้จักวิธีการดูแลตัวเองจากความเหงาได้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เหมือนเราเป็นเจ้าของหมาสักตัว เราห้ามให้หมาฉี่ไม่ได้ แต่สามารถดูแลเขาได้ แล้วหมาก็ทำให้เราไม่เหงาด้วย

เรารู้ดีว่าการที่จะพยายามทำความเข้าใจกับความเหงามันเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะการเปิดใจยอมรับความเหงาอาจทำให้เจ็บปวด ในเมื่อความเหงาเป็นเรื่องซับซ้อน และไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะความเหงามาเยือนหัวใจทุกที่ทุกเวลา อย่ามัวปล่อยให้ความเหงาเกาะกินใจ ลองย้อนกลับมามองตัวเราและความเหงาในแง่ดีบ้างเป็นไร เพื่อใช้ชีวิตอยู่กับความเหงาอย่างเข้าใจ

, , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *