รู้จักอารการท้องร่วง ท้องเสีย เป็นบิด

เกร็ดความรู้ ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ด้วยอาการท้องเสียและท้องเดินนี้ จะเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหาร และน้ำที่ไม่สะอาด มีสารพิษเจือปนหรืออาจมีการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาถ่ายพยาธิ ยาระบาย ยาลดกรด รวมถึงเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดจัด เป็นต้น อาการท้องเสียจะเป็นอยู่ประมาณ 1 – 2 วัน โดยจะถ่ายท้องอยู่ประมาณ 3 – 4 ครั้งต่อวัน ก็จะหายไปได้เองโดยไม่จำเป็นต้องรับประทานยาแก้ท้องเสีย เพราะเมื่อร่างกายขับสารพิษออกไปหมดแล้วก็จะหยุดถ่ายท้อง แต่ระหว่างนี้อาจมีภาวะอาการแทรกซ้อนจากการขาดน้ำและเกลือแร่ จึงจำเป็นต้องดื่มน้ำตาลเกลือแร่เพื่อชดเชยน้ำที่ร่างกายสูญเสียไป ซึ่งหากมีอาการขาดน้ำเกิดขึ้นอาจทำให้ถึงขั้นช็อกหมดสติได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและคนชรา รวมถึงผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ

รู้จักอารการท้องร่วง ท้องเสีย เป็นบิด

ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ อาการและการรักษา

โรคบิด หมายถึง อาการท้องเสียกระปิดกระปอย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องมาก ปวดบิด ปวดเบ่งขณะถ่ายท้อง โดยอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การรับประทานอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด ปนเปื้อนสารพิษ การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัสหรือเชื้อปรสิต เป็นต้น ลักษณะอาการของโรคบิด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ

บิดไม่มีตัว หรือเรียกว่า บิดชิเกลลา เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่โดยมากมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชิเกลลามากกว่าชนิดอื่น ๆ โดยหลังรับเชื้อผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องบิด และถ่ายท้องอยู่ประมาณ 3 – 4 วัน ซึ่งในช่วงเวลาที่มีอาการนี้อาจมีการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้โดยผ่านอุจจาระ และการใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้อื่นโดยปราศจากการฆ่าเชื้อหรือทำความสะอาดให้ดี ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการปวดท้องรุนแรง มีไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียถ่ายเป็นน้ำราว 1 – 2 วัน หลังจากนั้นจะค่อย ๆ ลดลง ซึ่งถ้าผู้ป่วยได้รับเชื้อไม่มาก สุขภาพร่างกายแข็งแรง อาการป่วยก็จะหายได้เองในเวลา 1 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อ

บิดมีตัว หรืออะมีบา บิดชนิดนี้เกิดจากเชื้อปรสิตอะมีบา บิดชนิดนี้มีระยะเวลาฟักตัวประมาณ 7 – 10 วัน แต่จะแสดงอาการอยู่เพียง 3 – 4 วันเท่านั้น แต่เชื้อติดชนิดนี้จะสะสมอยู่ในร่างกายเป็นเดือน หรือบางครั้งเป็นปีเลยทีเดียว โดยในผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรงจะไม่แสดงอาการใด ๆ แต่สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้โดยผ่านอุจจาระเช่นเดียวกับบิดชิเกลลา แต่ในผู้มีสุขภาพอ่อนแอ บิดอะมีบาจะปรากฏอาการที่รุนแรงกว่าบิดไม่มีตัว และถ้าบิดอะมีบาแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ ก็จะแพร่ไปสู่อวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายก่อให้เกิดการฝังตัวกลายเป็นฝีที่อวัยวะนั้น ๆ ซึ่งที่พบได้บ่อยคือฝีที่ตับ ส่งผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีไข้สูง และมีภาวะตับโตซึ่งเป็นอันตรายมาก ดังนั้นควรรับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ ๆ เพื่อป้องกันการเกิดโรคบิดนะคะ

ท้องเสีย การปฏิบัติตัวเมื่อมีอาการปวดท้อง

การปฏิบัติตัวเมื่อมีอาการปวดท้อง

1. รีบไปพบแพทย์ แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะสำหรับการรักษาอาการบิดชิเกลลา และยาฆ่าเชื้อปรสิตสำหรับบิดอะมีบาดังนั้นจึงต้องรับประทานยาโดยสม่ำเสมอตามที่แพทย์สั่ง

2. รับประทานน้ำเกลือแร่ตามที่แพทย์ระบุหรืออาจทำน้ำตาลเกลือแร่รับประทานเอง โดยใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา ผสมกับเกลือ 1/4 ช้อนชา ละลายในน้ำต้มสุกใหม่ ๆ 1 แก้ว แล้วค่อย ๆ จิบเป็นระยะ ๆ จะช่วยให้อาการถ่ายท้องลดลง ร่างกายจะรู้สึกสดชื่นขึ้น

3. รักษาสุขอนามัยในการรับประทานอาหาร สถานที่ ครัว จาน ชาม ช้อน แก้วน้ำ โต๊ะอาหาร รวมถึงวิธีการปรุงอาหารที่ถูกสุขลักษณะ สด ใหม่และไม่มีเชื้อโรคปนเปื้อน

4. รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการบำบัด โดยเน้นอาหารรสจืด อ่อน นิ่ม ย่อยง่าย และมีคุณค่าทางอาหารสูงเป็นสำคัญ ดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำในร่างกาย

5. ขณะที่มีการถ่ายท้องให้งดอาหารอย่างน้อย 2 มื้อ แล้วควรรับประทานน้ำตาลเกลือแร่ทดแทน เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ซึ่งอาจทำให้ถึงขั้นช็อกและหมดสติได้

6 งดกิจกรรมหนัก ๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

การใช้สมุนไพรในการบำบัดรักษา

ฝรั่งขี้นก สมุนไพรแก้ท้องเสีย

1. ฝรั่ง (โดยเฉพาะฝรั่งขี้นก) ฝรั่งขี้นก นับว่ามีคุณค่าทางยาสมุนไพร และวิตามินซีสูงกว่าฝรั่งพันธุ์อื่น ๆ สามารถรับประทานแก้อาการท้องเสียได้ โดยนำยอดอ่อนของฝรั่งราว 6 – 7 ยอดมาล้างน้ำให้สะอาด นำไปรับประทานสด ๆ ทีละใบ โดยเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน แล้วดื่มน้ำตามหรืออาจรับประทานฝรั่งผลดิบผลเล็ก ๆ ที่ยังไม่แก่หรือสุก รับประทานครั้งละ 1 – 2 ผล จะช่วยให้อาการท้องเสียทุเลาลงได้

เปลือกทับทิม สมุนไพรแก้ท้องเสีย

2. เปลือกทับทิม มีสรรพคุณในการขับพยาธิตัวตืด พยาธิตัวกลม แก้อาการท้องร่วง ท้องเดิน เป็นบิด หากเป็นอาการท้องเสีย ท้องร่วง ธรรมดาทั่วไปให้ใช้เปลือกทับทิมแห้ง 1/4 ผล นำไปฝนกับน้ำปูนใสหรืออาจใช้น้ำต้มกับน้ำปูนใสก็ได้เช่นกัน ให้มีความเข้มข้นพอประมาณ จากนั้นนำมาให้ผู้ป่วยดื่มครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ

  • หากเป็นอาการปวดท้อง ท้องเสีย เนื่องจากเป็นบิดชนิดมีตัวและไม่มีตัว ให้ใช้ผลแห้งของทับทิมประมาณ 3 – 5 กรัม ต้มกับน้ำดื่มวันละ 2 ครั้ง (เช้า เย็น) ครั้งละ 1 ถ้วยชา อาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น

กล้วยน้ำว้า สมุนไพรแก้ท้องเสีย

3. กล้วยน้ำว้า ในผลดิบของกล้วยจะมีสารแทนนิน ซึ่งมีรสฝาด มีคุณสมบัติในการรักษาโรคท้องร่วงและท้องเสียได้ดี โดยการนำกล้วยน้ำว้าห่ามมารับประทานครั้งละครึ่งผล จะช่วยยับยั้งอาการท้องเสียลงได้ หรือวิธีหนึ่งอาจใช้กล้วยน้ำว้าดิบนำมาฝานเป็นแว่นบาง ๆ นำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาบดให้ละเอียด เก็บใส่กระปุกหรือมีฝาปิดมิดชิด เวลารับประทานให้ใช้ช้อนตักออกมาละลายกับน้ำต้มสุกครั้งละ 1 – 2 ช้อนชา อาการท้องเสีย ท้องร่วงก็จะทุเลาลงได้ในที่สุด

ชา สมุนไพรแก้ท้องเสีย

4. ชา น้ำชามีสรรพคุณในการลดความดันโลหิต ป้องกันหลอดเลือดตีบตัน ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย รักษาโรคฟันผุ ป้องกันมะเร็ง และรักษาโรคท้องเสีย เป็นต้น (ชาเขียว ชาใบหม่อน) โดยเฉพาะสารแทนนินซึ่งมีรสฝาดนั้น พบว่ามีอยู่ในชาถึง 15 เปอร์เซ็นต์ และสารชนิดนี้เองที่มีคุณสมบัติช่วยในการรักษาอาการท้องเสียได้เป็นอย่างดี วิธีการชงชาเพื่อรักษาอาการท้องเสียนั้น สามารถทำได้โดยการล้างใบชาให้สะอาด โดยการนำไปลวกในน้ำร้อน 1 ครั้ง แล้วนำใบชาไปใส่หม้อหรือกาต้มน้ำร้อน ต้มด้วยไฟปานกลาง ทิ้งไว้สักครู่ นำน้ำชาที่ได้มาดื่ม จะช่วยรักษาอาการท้องเสีย ท้องร่วงได้ แต่ไม่ควรดื่มมากเกินไป เพราะจะทำให้ท้องผูกได้

  • ในขณะที่มีอาการท้องเสียหรือท้องร่วง ควรงดอาหาร 2 มื้อ เพื่อให้ระบบย่อยอาหารได้พักฟื้น และให้ดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่แทน เพื่อไม่ให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ซึ่งอาจทำให้ช็อกหมดสติได้

อาหารพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยท้องเสีย

อาหารพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยท้องเสีย

1. ระหว่างที่มีอาการท้องเสียควรงดอาหารทุกชนิด เป็นเวลาอย่างน้อย 2 มื้อ หรือประมาณ 24 ชั่วโมง แล้วแต่ความรุนแรงของอาการ โดยเฉพาะผักผลไม้ เนื้อสัตว์ รวมไปถึงไขมันต่าง ๆ เพราะยิ่งรับประทานกระเพาะอาหารซึ่งยังไม่พร้อมจะทำงานก็ยิ่งเกิดอาการรวน และเจ็บป่วยมากขึ้น เรียกว่ายิ่งกินยิ่งถ่ายก็ว่าได้ สิ่งที่ควรรับประทานในระหว่างนี้คือ น้ำสะอาดน้ำตาลเกลือแร่ นมเปรี้ยวที่มีส่วนผสมของแลคโตบาซิลลัสเท่านั้น เพราะในกระเพาะอาหารของคนเรา จะมีเชื้อจุลินทรีย์ชนิดนี้ที่คอยทำหน้าที่ปกป้องกระเพาะอาหารและลำไส้ จากการทำอันตรายของเชื้อโรคต่าง ๆ เมื่อมีอาการท้องเสียเชื้อชนิดนี้ก็จะอ่อนแอลง ดังนั้นการดื่มนมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส จึงเป็นการช่วยฟื้นฟูกระเพาะอาหารและลำไส้อีกทางหนึ่งนั่นเอง

2. เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว ให้ผู้ป่วยรับประทานน้ำข้าวกับเกลือ หรือข้าวต้มเละ ๆ กับเกลือเล็กน้อย ไม่ต้องรับประทานจนอิ่มแต่ให้รับประทานเป็นระยะ ๆ คือทุก 10 – 15 นาที อาจจะรับประทานซัก 2 – 3 ช้อน เป็นต้น เพื่อให้กระเพาะอาหารและลำไส้มีการปรับตัว เมื่อเริ่มรับประทานได้มากขึ้นจึงค่อยเปลี่ยนเป็นโจ๊ก หรือข้าวต้ม แต่ยังไม่ควรรับประทานอาหารหนักโดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ผักผลไม้ และไม่ควรดื่มนมอีกด้วย

3. เมื่ออาการดีขึ้นจนถึงขั้นรับประทานข้าวต้มได้แล้ว ก็ค่อย ๆ รับประทานข้าวสวย โดยเริ่มจากอาหารที่ย่อยง่ายก่อน เช่นแกงเลียงสายบัว แกงจืดเต้าหู้หลอด ต้มเลือดหมูใบตำลึง ไข่น้ำ ไข่ตุ๋น แต่ยังไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัด เช่น เปรี้ยวจัด หวานจัด เผ็ดจัดโดยเด็ดขาด

4. ผลไม้ที่รับประทานได้ในระยะนี้ ได้แก่ กล้วยสุก หรือสรอว์เบอร์รี่ย์ น้ำฝรั่งคั้นสด น้ำทับทิมคั้นสด และกระท้อนลอยแก้วเป็นต้น

ท้องเสีย วิธีดูแลสุขภาพ

วิธีการดูแลสุขภาพ

1. รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลเพื่อลดการติดเชื้อ และการแพร่เชื้อจากคนสู่คน

2. รับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย ผ่านการปรุงสุกใหม่ ๆ สะอาด และมีคุณภาพอาหารครบทั้ง 5 หมู่

3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

4. ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่อ่อน ๆ ทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงก่อนและหลังการรับประทานอาหารอีกด้วย

5. ไม่ใช้อุปกรณ์ ในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

6. ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ อย่างน้อย วันละ 8 – 10 แก้ว ควรรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงปลอดภัยจากโรคร้ายนะคะ

, , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *