เครียด หงุดหงิด ปวดหัวข้างเดียว ปวดไมเกรน รักษาได้ ด้วยสมุนไพรใกล้ตัว

เกร็ดความรู้ เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนคงจะเคยเป็น “ไมเกรน” เป็นอาการปวดหัวที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของก้านสมองและหลอดเลือด อาจจะบีบตัวหรือคลายตัวมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง และเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งมักจะปวดบริเวณขมับ โดยจะปวดข้างเดียวหรือสองข้างพร้อมกันก็ได้ และมักจะเกิดในบริเวณเดียวกันเสมอ ๆ วันนี้เรามี 5 สมุนไพรรักษาไมเกรนได้ชะงัก โดยที่เราไม่ต้องทานยาเลย

5 สมุนไพรรักษาไมเกรน

5 สมุนไพรรักษาไมเกรน แก้อาการปวดหัวข้างเดียว

นอกจากจะมีอาการปวดหัวแล้ว บางครั้งอาจมีอาการอื่นปนอยู่ด้วย ปวดต้นคอ ปวดเบ้าตา ปวดกระบอกตา ตาพร่ามัวคลื่นไส้ เวียนหัว อาเจียน เป็นต้น แต่อาการที่มักพบได้บ่อย ๆ และมักจะเป็นก่อนการปวดหัว คือ ตาลาย หน้ามืด ทั้งนี้อาการปวดหัวจะเป็นลักษณะแบบปวดตุ๊บ ๆ ตามจังหวะการเต้นของชีพจร ซึ่งการปวดในแต่ละครั้งอาจจะยาวนานตั้งแต่ 20 นาทีไปจนถึง 72 ชั่วโมงเลยทีเดียว โดยมากผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักเป็นเพศหญิง มากกว่าเพศชายและอยู่ในช่วงอายุ 10-45 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายค่อนข้างมาก ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยไมเกรนร้อยละ 80 มักจะมีอาการปวดหัวไมเกรนไม่บ่อยนัก อาจจะมีเพียงเดือนละ 1-2 ครั้งเท่านั้น ซึ่งในบางครั้งถ้าไม่มีอาการปวดมากจนทนไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้ยา แต่ต้องใช้วิธีการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงแทน อาการปวดหัวไมเกรนก็จะทุเลาลงได้ที่สุด

สมุนไพรรักษาไมเกรน การปฏิบัติตัวเมื่อมีอาการ

การปฏิบัติตัวเมื่อมีอาการ

1. นอนพักเงียบ ๆ ในสถานที่โล่ง โปร่ง มืด อากาศถ่ายเทสะดวก และไม่มีเสียงดัง

2. หยุดกิจกรรมตึงเครียด รวมไปถึงภาวะที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ หรือเหนื่อยล้าทุก ๆ อย่างลงชั่วขณะ

3. พยายามทำสมาธิ กำจัดความเครียด และผ่อนคลายด้วยการเล่นโยคะเบา ๆ

4. งดเว้นหรือไปให้พ้นจากปัจจัยกระตุ้น ให้เกิดอาการ เช่น หยุดดื่มกาแฟ หยุดงานที่ตึงเครียด ตื่นเต้น หงุดหงิด ไปให้พ้นจากสถานที่ที่อึกกระทึกครึกโครม และเต็มไปด้วยมลพิษ

5. ถ้ามีอาการปวดหัวไมเกรนมาก ๆ จนทนไม่ไหว ให้รีบปรึกษาแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำ และรับประทานยาระงับปวดตามคำสั่งของแพทย์ อย่าวินิจฉัยโรคเองเป็นอันขาด เพราะบางครั้งอาการที่ปรากฏ อาจไม่ใช่แค่ปวดไมเกรนเท่านั้น แต่เป็นอาการแทรกซ้อน ที่ต้องหาวิธีการรักษาแบบเฉพาะทางต่อไปได้ ซึ่งการวินิจฉัยโรคเอง อาจทำให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ป่วยโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และนั่นอาจทำให้การรักษากลายเป็นเรื่องที่ยากยิ่งขึ้นได้ในที่สุด

สมุนไพรที่ใช้บำบัดรักษาไมเกรน

ใบบัวบก สมุนไพรรักษาไมเกรน

1. ใบบัวบก มีสรรพคุณในการแก้ร้อนใน กระหายน้ำ บำรุงประสาท กระตุ้นการทำงานของเซลล์สมองให้เป็นไปอย่างปกติทั้งช่วยลดไข้ หายจากอาการปวดหัว ลดความเครียด แก้อาการปวดหัวไมเกรนได้อีกด้วย โดยการนำใบบัวบกทั้งต้น ประมาณ 1 กิโลกรัม มาหั่นเป็นท่อน ๆ นำไปใส่ครกโขลกให้ละเอียดหรือนำไปใส่เครื่องปั่นก็ได้ ผสมกับน้ำสะอาดเล็กน้อยจากนั้นนำใบบัวบกที่ได้ไปต้มในน้ำสะอาดประมาณ 5 นาทีพอเดือดยกลง กรองเอาแค่กากออก นำน้ำไปต้มอีกครั้งพอเดือดยกลงรอให้อุ่นนำน้ำมาดื่มครั้งละ 1 แก้ววันละ 3 มื้อทำ เช่นนี้ติดต่อกันประมาณ 1 สัปดาห์ อาการปวดไมเกรน ปวดหัว ประสาทตึงเครียด ก็จะค่อย ๆ ทุเลาเบาบางลงได้

กระเทียม สมุนไพรรักษาไมเกรน

2. กระเทียม สำหรับสรรพคุณของกระเทียมในการรักษาโรคไมเกรนนั้น ให้นำหัวกระเทียมสดจำนวน 20 กลีบ มาปอกเปลือกออก หั่นเป็นแว่นเล็ก ๆ ผสมกับน้ำผึ้งประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วรับประทานทันทีหรืออาจจะรับประทานแบบสด ๆ วันละ 10-20 กลีบ หรือถ้าหากไม่ชอบกลิ่นของกระเทียม แนะนำให้รับประทานในรูปแบบของแคปซูลก็ได้ จะช่วยให้สะดวกและรับประทานง่ายขึ้น พยายามรับประทานต่อเนื่องกันทุกวัน อาการไมเกรนจะค่อย ๆ ทุเลาและหายได้ในที่สุด (กระเทียม กินให้เป็นยาต้องกินกระเทียมดิบเท่านั้นนะคะ)

พริกไทยดำ สมุนไพรรักษาไมเกรน

3. พริกไทยดำ สามารถใช้บรรเทาอาการปวดไมเกรนได้ ด้วยการเคี้ยวเม็ดพริกไทยดำ 7 เม็ด ในบริเวณข้างที่ปวดศีรษะโดยเคี้ยวครั้งละ 1 เม็ด จนครบ 7 เม็ด ในช่วงเช้าก่อนแปรงฟัน โดยปล่อยให้เม็ดพริกไทยละลายในกระพุ้งแก้ม พยายามอย่าดื่มน้ำตาม ตัวยาจะค่อย ๆ ซึมซาบลงไปใต้ลิ้น ทำให้อาการปวดศีรษะทุเลาลง หากทำเช่นนี้ประมาณ 3-4 สัปดาห์อาการปวดไมเกรนก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับค่ะ

ดอกแค สมุนไพรรักษาไมเกรน

4. ดอกแค วิธีนำดอกแคมาใช้ในการบำบัดรักษาโรคไมเกรน สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการนำดอกแคทั้งดอกไม่ต้องแกะไส้ออกนะคะ นำมาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นนำมาลวกกับน้ำร้อนรับประทานทันที หรือนำไปจิ้มน้ำพริกก็ได้ หรือจะทำเป็นแกงจืดร้อน ๆ รับประทานก็ได้เช่นกัน หากรับประทานได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 สัปดาห์ อาการปวดหัวไมเกรนก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นค่ะ

โสม สมุนไพรรักษาไมเกรน

5. โสม ในรากโสมมีตัวยาที่มีคุณสมบัติในการเสริมสร้างประสิทธิภาพ การทํางานของระบบประสาทและสมองโดยตรง จึงช่วยลดความเครียด ต่อสู้กับภาวะความกดดัน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกาย ลดความเมื่อยล้าหลังออกกำลังกาย ช่วยปรับการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ ช่วยบำรุงสมอง ซึ่งการรับประทานโสมในรูปแบบของสมุนไพรบำรุงร่างกายในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยาก เนื่องจากมีการจำหน่ายกันมากอย่างกว้างขวาง ทั้งโสมเอเชียและโสมตะวันตก ทั้งนี้อาจใช้วิธีการต้มรากโสมแห้ง รับประทานเป็นยาสมุนไพรตามตำรับดั้งเดิม หรือการรับประทานโสมสกัด ที่ทั่วไปในท้องตลาดในรูปของเครื่องดื่ม อาหารบำรุงสมอง และบำรุงสุขภาพ เป็นต้น

การรับประทานโสม เพื่อบำรุงประสาทและสมอง ตลอดจนการใช้ในการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ ก็ยังมีข้อควรระวังอยู่มาก

1. ไม่ควรรับประทานโสม (รากแห้ง) วันละ 0.5 ถึง 2 กรัมต่อวัน เพราะอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงคือเกิดภาวะการตื่นเต้นกระวนกระวาย หงุดหงิด นอนไม่หลับ อาจถึงขั้นท้องเสีย และมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย

2. ไม่ควรรับประทานอย่างต่อเนื่อง แต่ควรเว้นระยะให้เหมาะสม เช่น การรับประทานประมาณ 1-2 เดือนแล้วให้หยุดเว้นประมาณ 1-2 เดือนเช่นนี้ จากนั้นค่อยเริ่มรับประทานใหม่อีกครั้ง เพื่อลดการสะสมของสารเคมีในร่างกาย อาจทำให้เกิดผลทางตรงกันข้าม กล่าวคืออาจทำให้เส้นเลือดในสมองอักเสบได้นั่นเอง

3. ไม่ควรรับประทานโสมพร้อมกับวิตามินซี หรืออาหารผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เพราะความเป็นกรดจะชะล้างคุณสมบัติของโสมให้ออกไปจนหมด

4. ข้อควรระวังในการใช้โสมต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะหลอดเลือดแข็งตัว รวมไปถึงในกลุ่มของผู้ที่รับประทานยาลดน้ำตาลในเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เนื่องจากโสมอาจทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำลงเกินมาตรฐาน และมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานโสม

5. ไม่ควรใช้โสมในสตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร และในเด็กเล็ก เนื่องจากยังไม่มีผลวิจัยรับรองที่แน่นอน

สมุนไพรรักษาไมเกรน สมุนไพรที่ใช้บำบัดรักษาไมเกรน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดเกี่ยวกับการเป็นไมเกรน อีกทั้งยังไม่มียารักษาให้หายขาดอีกด้วย แต่ถึงอย่างไร จากการวิจัยของแพทย์อาจจะบอกได้คร่าว ๆ ว่าไมเกรนมีสาเหตุหลักมาจากพันธุกรรม ระบบความดันโลหิตระบบการทำงานของสมอง การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนภายในร่างกาย เช่น ช่วงมีรอบเดือน ระหว่างตั้งครรภ์ ช่วงวัยใกล้จะหมดประจำเดือน การรับประทานยาคุมกำเนิด การหยุดยาคุมกำเนิด ตลอดจนปัจจัยกระตุ้น หรือสิ่งเร้าภายนอกที่ก่อให้เกิดผลกระทบจนผู้ป่วยมีอาการปวดหัวไมเกรน

สิ่งเร้าที่ทำให้เกิดอาการไมเกรน เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ อดหลับอดนอน หรือนอนมากเกินไป การทำงานหนัก การใช้ยาบางชนิด การอยู่ในสถานที่อึกทึกครึกโครม เสียงดัง แสงแดดจ้า แสงสลัวหลากหลายสี สถานที่อาจมีกลิ่นเหม็น กลิ่นบุหรี่ ตลอดจนอากาศที่ร้อนจัด เย็นจัด รวมไปถึงมีฝุ่นควัน สารเคมีและมลพิษต่าง ๆ เป็นต้น แต่ในผู้ป่วยบางรายอาหารที่รับประทาน อาจกลายเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดไมเกรนได้ เช่น เบียร์ ไวน์ เหล้า กาแฟชา ผงชูรส ช็อกโกแลต เนยแข็ง เป็นต้นค่ะ

, , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *