เลี้ยงลูกยุคใหม่ทำไมยากจัง

เกร็ดความรู้ เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ส่งผลให้มนุษย์ต้องเรียนรู้เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเลี้ยงลูกของพ่อแม่มือใหม่ในยุคนี้ที่ต้องปรับตัวเตรียมความพร้อมวางแผนตั้งแต่ก่อนมีลูก วันนี้เราจึงขอ นำเสนอบทความดี ๆ เกี่ยวกับเรื่องของการมีลูกและการเลี้ยงลูกยุคใหม่มาฝากกัน

เลี้ยงลูกยุคใหม่ ทำไมยากจัง

เลี้ยงลูกยุคใหม่ เรื่องง่าย ๆ ไม่ใช้ความรุนแรง

โดยเฉลี่ยในปัจจุบันครอบครัวหนึ่งมีลูก 1 – 2 คนมีเหตุผลจากหลายปัจจัย เช่น สภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ที่สำคัญคือความคาดหวังของคนในสังคมว่าการมีลูกสักคนต้องเลี้ยงให้ได้ดี ยิ่งปัจจุบันโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตมากขึ้น เมื่อเด็ก พ่อแม่ ผู้ปกครองมีพฤติกรรมไม่ดีก็ถูกแชร์เรื่องราวทันที หลายคนเข้าไปต่อว่าโดยไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ของเรื่องราวนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร

คู่แต่งงานยุคใหม่คิดมากเรื่องมีลูก

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมมีความคาดหวังสูงว่าพ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกให้ได้ดี คู่สามีภรรยาส่วนใหญ่จึงคิดว่าอยากมีลูกแค่คนเดียวหรือไม่มีลูกเลย ประกอบกับในปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกก็เพิ่มสูงขึ้น ต้องคำนวณการตั้งแต่ค่าทำคลอดค่าข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ รวมถึงค่าเล่าเรียนในอนาคต หากหลายครอบครัวไม่มีลูก ย่อมส่งผลกระทบต่อสังคม เพราะเมื่ออัตราการเกิดลดลง อัตราประชากรวัยทำงานในอนาคตย่อมมีจำนวนลดลง อัตราส่วนผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้น สังคมโดยรวมก็เปลี่ยนแปลงไป

คู่รักที่วางแผนอนาคตร่วมกันควรตกลงกันให้เข้าใจตั้งแต่ก่อนแต่งงานว่า อยากมีลูกหรือไม่ เพราะอาจเกิดปัญหาที่ทำให้ต้องเลิกรากันในอนาคต และหากมีลูกด้วยกันแล้ว ทั้งคู่ต้องวางแผนว่าจะมีกี่คน และสิ่งที่สำคัญคือต้องวางแผนการเงินสำหรับลูก ปัจจุบันหาข้อมูลได้ไม่ยากว่าการมีลูกคนหนึ่งนั้นมีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ เพื่อจัดการออมเงินเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางการเงินของครอบครัว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวแตกร้าว ส่งผลให้หย่าร้างกันได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ฉะนั้นถ้าจะมีลูกต้องวางแผนให้ดีเพราะครอบครัวหนึ่ง ๆ ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายแค่เรื่องลูกอย่างเดียว แต่มีรายละเอียดในการใช้ชีวิตอื่น ๆ อีกด้วย

เลี้ยงลูกยุคใหม่ แรงกดดันรอบด้านจากภายนอก

แรงกดดันรอบด้านจากภายนอก

ปัจจุบันสามีภรรยาที่วางแผนมีลูกนั้นรู้สึกกดดันตั้งแต่ก่อนมีลูกอาจเป็นเพราะแต่งงานช้า บางคนอาจยังอยากเรียนต่อ อยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานก่อน ด้วยความคิดที่ว่าการมีลูกอาจจะกระทบต่อการทำความฝัน ประเด็นนี้ไม่รวมถึงกลุ่มที่ตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ดังนั้นเมื่อพร้อมมีลูกจึงต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เข้าสู่ช่วงตั้งครรภ์ก็เครียดว่าต้องบำรุงอะไรเป็นพิเศษไหม หรือต้องตรวจคัดกรองโรคใดเพิ่มเติมหรือเปล่า นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องการแท้ง คลอดก่อนกำหนด อันเนื่องมาจากความเครียด ซึ่งมีหลายปัจจัย หลายอย่างรวมกัน ประเด็นนี้พ่อแม่มือใหม่ต้องพยายามหาความรู้ว่าควรดูแลลูกน้อยในครรภ์อย่างไร คลอดแล้วจะเลี้ยงดูอย่างไร รวมถึงความหวังเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันให้คุณแม่หลังคลอด อาจส่งผลให้เป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอด หรือภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอดได้ด้วย

อีกทั้งยังมีเรื่องของความเชื่อที่บอกกันต่อมาว่า เช่น คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าคนท้องต้องดื่มนมเยอะ ๆ เพื่อบำรุงแต่ข้อมูลทางการแพทย์ปัจจุบันก็ระบุชัดแล้วว่า คนที่ก่อนท้องไม่เคยดื่มนมแล้วกินนมเยอะ ๆ เพื่อบำรุงครรภ์นั้น มีความเสี่ยงที่ลูกเกิดมาจะแพ้นมวัว ฉะนั้นคนที่ไม่เคยกินนมจึงไม่จำเป็นต้องบำรุงครรภ์ด้วยนมให้มากขึ้น อาจเพิ่มด้วยอาหารที่มีแคลเซียมทดแทน เช่น ผักคะน้า บร็อกโคลี เต้าหู้ หรือปรึกษาคุณหมอเรื่องกินแคลเซียมเสริม ที่จริงแล้วคนท้องสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติไปทำงาน ออกกำลังกายเบา ๆ จะช่วยให้มีความสุข สุขภาพจิตดี ส่งผลให้คลอดง่าย ลูกแข็งแรง เพราะคนท้องไม่ใช่คนป่วย แต่เรามีวิธีการดูแลตัวเองแบบไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ความเชื่อก็ส่วนหนึ่งแต่เราต้องนำมาวิเคราะห์กับหลักความจริง ความสบายใจของเรา รวมถึงทัศนคติที่มีด้วย

แรงกดดันอีกรูปแบบหนึ่งที่ส่งผลโดยตรงถึงลูกคือหลายครอบครัวอยากให้ลูกเก่งรอบด้าน หรือเห็นบ้านอื่นส่งลูกไปเรียนพิเศษก็อยากให้เรียนบ้าง ทั้งที่วิชาการแน่นอยู่แล้ว ตกเย็นยังเรียนพิเศษ เสาร์อาทิตย์ก็เรียนดนตรี กีฬา ศิลปะ เพราะอยากให้ลูกเป็นเลิศในทุกด้าน สิ่งแรกที่ส่งผลกระทบคือเด็กไม่มีเวลาเล่น ประเด็นเรื่องแรงกดดันหรือความเครียดนั้นเกิดขึ้นแน่นอน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การเล่น โดยเฉพาะในวัยอนุบาล ช่วงปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ขวบ การเล่นเป็นงานอย่างหนึ่งของเด็ก เป็นการฝึกทักษะชีวิตในหลากหลายด้าน ทำให้เขาเกิดจินตนาการเรียนรู้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ช่างสังเกตรวมถึงได้ใช้เวลาที่มีคุณภาพกับพ่อแม่ มีปฏิสัมพันธ์กันเป็นการสื่อสารสองทาง

การที่เราพาลูกไปเรียนสารพัดอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่เบียดเบียนเรื่องเล่น และการเล่นเป็นช่วงเวลาที่เด็กรู้สึกผ่อนคลาย และมีความสุข การเล่นไม่ใช่เรื่องไร้สาระสำหรับเด็ก เมื่อลูกเข้าสู่ช่วงวัยประถมการเล่นจะค่อย ๆ ลดบทบาทลง แต่หากเรียนตลอดเวลาเด็กจะไม่มีเวลาพักผ่อนเลย การออกกำลังกายก็ไม่มี บางคนเรียนหนักมาก เครียดเลย ส่วนพ่อแม่ก็คาดหวังว่าส่งไปเรียนแล้วเสียค่าใช้จ่ายตั้งเท่าไหร่ เมื่อไม่ได้รับผลตามคาดพ่อแม่ก็ผิดหวัง ทะเลาะกัน ความสัมพันธ์กับลูกก็ไม่ดี

การเลี้ยงลูกยุคใหม่ยาก ง่ายเพียงใด

การเลี้ยงลูกยุคใหม่ยาก – ง่ายเพียงใด

พ่อแม่ในปัจจุบันหาความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกได้จากหนังสือ ตำรา แหล่งความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกที่มีมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดีสะท้อนให้เห็นว่าพ่อแม่เอาใจใส่ในเรื่องการเลี้ยงลูก สวนแนวคิดเรื่องการเลี้ยงลูกนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยปัจจุบันมีการเลี้ยงลูกเชิงบวก เลี้ยงลูกโดยการไม่มีการตีซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อน อาจเพราะในสมัยก่อนนั้นพ่อแม่เรามีลูกหลายคน ทั้งต้องทำงานหนัก จึงไม่ค่อยมีเวลามีบ้างที่ต้องดุหรือตี ส่งผลให้วิธีการเลี้ยงลูกนั้นดูแตกต่างกัน แต่ในปัจจุบันครอบครัวหนึ่งเลี้ยงลูกหนึ่งถึงสองคน มีเวลาเอาใจใส่ดูแลเต็มที่

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการเลี้ยงลูกในยุคนั้นไม่ดี เพราะเราเองก็เติบโตมากับวิธีการเลี้ยงแบบนั้น เพียงแต่อาจไม่เหมาะกับเด็กในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตมาก ส่งผลให้วิถีชีวิต วิธีคิด ของคนแต่ละรุ่นนั้นแตกต่างกัน เด็กยุคใหม่จึงมีลักษณะบางอย่าง เช่น รออะไรนาน ๆ ไม่ได้ทุกอย่างต้องรวดเร็ว จะต้องใช้วิธีตีเพื่อหวังจะสั่งสอนเขาคงไม่ได้ เพราะเขามีความคิดเป็นตัวของตัวเอง นอกจากนี้เรายังต้องปลูกฝังทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 อย่างทักษะในการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ หาความรู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ยุคแห่งการท่องจำทุกอย่างอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต ขอเพียงให้เขารู้ว่าต้องการรู้เรื่องใด จะสืบค้นจากที่ไหนแหล่งข้อมูลนั้นน่าเชื่อถือหรือไม่อย่างไร อันเป็นทักษะที่จะต้องปลูกฝังให้แก่ลูกที่เกิดในยุคนี้

สิ่งที่อยากบอกพ่อแม่ยุคใหม่คือ หาข้อมูลเรื่องการเลี้ยงลูกได้แต่ไม่ต้องเยอะ รับเฉพาะข้อมูลที่เชื่อถือได้จาก 2 – 3 แหล่งพอ เพราะเราไม่สามารถหาข้อมูลจากทุกแหล่งบนโลกใบนี้ได้ เราอาจมีเพื่อน ญาติ และคุณหมอไว้คอยเป็นที่ปรึกษา ส่วนแหล่งข้อมูลใกล้ตัวพ่อแม่ปัจจุบันอีกอย่างคือ สมุดสุขภาพเล่มสีชมพู นอกจากนี้ยังมี แอพพลิเคชั่น ให้เลือกมากมาย

พ่อแม่ส่วนใหญ่กังวลหลายอย่างเช่นกลัวลูกเป็นเด็กสมาธิสั้น บางคนบอกว่าลูก 1 ขวบซนมากเลย ก่อนอื่นแม่ต้องรู้ว่านั่นเป็นธรรมชาติของวัยเขาอยู่แล้วถ้า 1 ขวบ แต่เขาอยู่นิ่ง ๆ นั่นคือผิดปกติ ประเด็นนี้ต้องปรึกษาหมอเด็ก หรือถ้าเด็กโตขึ้นมาหน่อย ก็ปรึกษาคุณครู ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องเข้าใจพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัยจึงค่อย ๆ เรียนรู้การปฏิบัติที่ถูกต้องกับลูก เพราะถ้าเราไม่รู้สิ่งเหล่านั้น ก็จะไม่เข้าใจว่าเขาดื้อซนจนเราหงุดหงิด โมโหและตีเขา ย่อมส่งผลเสียต่อพ่อแม่และลูก

เลี้ยงลูกยุคใหม่ การเลี้ยงลูกบนความเห็นต่าง

การเลี้ยงลูกบนความเห็นต่าง

ความจริงข้อหนึ่งคือทุกคนมีความเห็นที่แตกต่าง การเลี้ยงลูกก็เช่นกัน ประเด็นเรื่องวิธีการเลี้ยงลูกที่ต่างกันของคนในครอบครัวนั้น การที่เรามีปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยงลู ถือเป็นโชคดีนะ เป็นเรื่องที่พบได้ยากในสังคมไทยปัจจุบัน ส่วนใหญ่อยู่กันแบบครอบครัวเดี่ยว เพราะผู้ช่วยเรื่องการเลี้ยงลูกที่ดีที่สุดคือคนในครอบครัว เมื่อเราไปทำงานคนซึ่งเราจะเชื่อใจฝากลูกไว้ได้คือญาติของเรา ฉะนั้นโครงสร้างสังคมที่มีมาตั้งแต่อดีตจึงเป็นเรื่องที่ดี เพราะปู่ย่าตายายเป็นผู้ช่วยเลี้ยงหลานที่เราไว้ใจได้มากที่สุด

ความเห็นต่างในการเลี้ยงดูลูกนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ในทุกครอบครัว ขึ้นอยู่กับว่าหาจุดร่วมได้มากน้อยแค่ไหน อย่างปู่ย่าตายายท่านก็มีความเชื่อจากการเลี้ยงดูเรามา ส่วนพ่อแม่สมัยใหม่ก็หาแต่ข้อมูลเยอะขึ้นจึงขัดแย้งกันที่พบบ่อย อย่างเช่นเรื่องการกินน้ำว้า ช่วง 6 เดือนแรกคือให้กินนมแม่อย่างเดียวโดยไม่ต้องกินน้ำเลย แต่ผู้ใหญ่สมัยก่อนมีความเชื่อว่าเด็กต้องกินน้ำ เหตุที่ไม่ให้กินน้ำเพราะเด็กจะกินนมได้น้อยลง และไม่มีสารอาหารเลย ไม่มีแคลอรี่จึงต้องหาจุดร่วมตรงกลางคือถ้ากินน้ำนิดหน่อยพอล้างปากก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้เบียดเบียนการกินนมขนาดนั้นแต่ถ้าต่างฝ่ายต่างลดทิฐิ ปัญหาต่าง ๆ ย่อมแก้ไขได้

เรื่องอื่น ๆ พบว่ามีความเห็นต่าง เช่น การให้ลูกกินนมจากขวด แต่แม่อยากให้ลูกเข้าเต้า ความรู้ทางการแพทย์คือช่วง 1 เดือนแรกไม่ควรให้ลูกกินนมจากขวด เพราะลูกอาจสับสนระหว่างหัวนมแม่กับจุกนมได้ หลังจากนั้นค่อยให้ลูกหัดบินจากขวดนม ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องที่รุนแรงก็พอคุยกันได้ ส่วนเรื่องรุนแรงอย่างเช่น ที่เคยมีประเด็นอยู่ช่วงหนึ่งคือการป้อนกล้วยบดตอนลูกอายุ 2 เดือน ซึ่งไม่ควรทำ เด็กช่วงวัย 6 เดือนแรกควรกินนมแม่อย่างเดียว เพราะร่างกายของเขาสามารถย่อยได้แต่นม เขายังไม่มีน้ำย่อย ร่างกายยังไม่สามารถรับอาหารอย่างอื่นได้ อย่างเร็วที่สุดที่สามารถป้อนอาหารได้คืออายุ 4 เดือนต่ำกว่านั้นห้ามเด็ดขาด ในประเด็นนี้คงยอมไม่ได้ ต้องพูดคุยกันให้ชัดเจนว่ามีอันตรายอย่างไร ขึ้นอยู่กับทักษะการสื่อสารของคนในครอบครัว รวมถึงความรักความเข้าใจที่มีให้กัน ถ้าพื้นฐานความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวดี เพียงความเห็นต่างเรื่องการเลี้ยงลูกคงไม่สามารถทำลายสิ่งเหล่านั้นได้ แต่หากความสัมพันธ์เดิมไม่ดี อย่างไรก็คงไม่รอด เราต้องหวังให้ทุกคนเข้าใจการเลี้ยงลูกแบบของเราไม่ได้ เราไม่ได้บอกว่าเราเลี้ยงลูกเก่งที่สุด แต่เราเลี้ยงลูกของเราให้เติบโตขึ้นมาได้เรามีช่องทางแบ่งปันเทคนิคที่เราใช้ถ้า ใครสนใจก็นำไปปรับใช้กับลูกของคุณดู ถ้าใช้ไม่ได้ก็ไม่ต้องเครียดเพราะเด็ก แต่ละคนไม่เหมือนกันการเลี้ยงดูลูกนั้นไม่มีสูตรสำเร็จ

เลี้ยงลูกยุคใหม่ เลี้ยงลูกให้โตไปด้วยกัน

เลี้ยงลูกให้โตไปด้วยกัน

การเลี้ยงลูกไม่ใช่แค่ลูกเท่านั้นที่เติบโตขึ้น ในทางกลับกันพ่อแม่ก็เติบโตและได้เรียนรู้ไปพร้อมกันกับลูกด้วย ถึงแม้พ่อแม่จะมีทฤษฎีมากมายในการเลี้ยงลูก ก็ต้องนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับลูกของเรา พ่อแม่ต้องเรียนรู้อีกทีว่าทฤษฎีไหนใช้กับลูกของเราได้หรือไม่ได้ อายุการเป็นพ่อแม่ของเรานั้นเท่ากับลูกที่ค่อย ๆ เติบโต หากเราคิดเช่นนี้จะทำให้เราเคารพในตัวลูก ไม่ออกคําสั่ง หรือบังคับให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ ดูแลเขาเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง แต่ใช่ว่าจะเป็นเพื่อนกันไปตลอดเราจะเปิดใจรับฟังเขาและเติบโตไปด้วยกัน

ลูกสอนอะไรพ่อแม่หลายอย่าง ทั้งเรื่องความคิด การใช้ชีวิตของเราก็ค่อย ๆ เติบโตไปพร้อม ๆ กับลูก เมื่อมีลูกเราจะได้เรียนรู้หรือทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน อาจเป็นสิ่งที่เราอยากทำมานานแล้วแต่ไม่ได้เริ่มทำสักที เรียกว่ามีวิกฤตที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองเยอะขึ้น ข้อดีของการมีลูกคือเราอยากเป็นคนที่ดี เก่งขึ้น อยากให้ลูกภูมิใจในตัวเรา อยากให้เขามีภาพจำว่าเราเคยทำอะไรให้เขา อยากให้เขาภูมิใจที่มีเราเป็นพ่อแม่ นี่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เราอยากมีลูก

, , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *