โรคความดันโลหิตสูง โรคภัยใกล้ตัว ที่ไม่ควรมองข้าม

เกร็ดความรู้ โรคความดันโลหิตสูง Hyper tension เป็นลักษณะอาการที่ร่างกายมีภาวะแรงดันเลือดสูงเกินกว่าปกติ ซึ่งตามปกติแรงดันเลือดที่เหมาะสมของผู้มีอายุมากกว่า 18 คือความดันเลือดตัวบน จะไม่เกิน 120 มิลลิเมตรปรอท และความดันเลือดตัวล่างจะไม่เกิน 80 มิลลิเมตรปรอท แต่จะเรียกว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะความดันโลหิตสูงก็ต่อเมื่อแรงดันเลือดมากกว่าตัวบน หรือเท่ากับ 140 มิลลิเมตรปรอท ส่วนตัวล่างจะมากกว่าหรือเท่ากับ 80 มิลลิเมตรปรอท

โรคความดันโลหิตสูง สาเหตุ วิธีการบำบัด รักษา

โรคความดันโลหิตสูง สาเหตุ วิธีการบำบัด รักษา

1. พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มักมีนิสัยขี้หงุดหงิด เครียด ทำงานหนักพักผ่อนน้อย เป็นต้น

2. พฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น รับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด หวานจัด อาหารที่เต็มไปด้วยแป้ง น้ำตาล และไขมัน ไม่ชอบรับประทานผัก ผลไม้ ชอบดื่มน้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นนิสัย เป็นต้น

3. เชื้อชาติ กรรมพันธุ์ ที่มักเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต รวมถึงเนื้องอก และมะเร็งบางชนิดเป็นต้น

ตามปกติผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่รู้ตัว หรือบางรายรู้ว่าเป็นโรคนี้แล้วก็ยังไม่ค่อยใส่ใจ เพราะไม่พบความผิดปกติหรืออาการเจ็บป่วยใด ๆ ที่เด่นชัด จึงต้องปล่อยปละละเลยจนกระทั่งมีอาการสาหัส จนเกิดอาการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง ส่งผลทำให้หลอดเลือดสมองตีบ เปราะแตก เกิดเป็นอัมพาตเป็นโรคหัวใจ หรือโรคไตวายได้เช่นกัน ทั้งนี้เพราะความดันเลือดที่สูงขึ้น จะส่งผลทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น จนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ในที่สุด

ความดันเลือดตัวบน หมายถึง ความดันเลือดขณะที่หัวใจบีบตัวขับเลือดออกจากหัวใจไปหล่อเลี้ยงร่างกาย

ความดันเลือดตัวล่าง หมายถึง ความดันเลือดในหลอดเลือดหัวใจขณะที่หัวใจคลายตัว

โรคความดันโลหิตสูง วิธีปฏิบัติตัวเมื่อมีอาการ

6 วิธีปฏิบัติตัวเมื่อมีอาการ

1. ไปพบแพทย์ตามกำหนดนัดหมายทุกครั้ง เพื่อรับคำแนะนำการดูแลสุขภาพและตรวจหาอาการแทรกซ้อน ของโรคที่อาจเกิดขึ้นได้

2. ควบคุมความดันเลือดตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยมันออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรหักโหม เช่น เล่นโยคะ วิ่งจ๊อกกิ้ง รำมวยไทเก๊ก เป็นต้น นอนหลับให้สนิท พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ทำจิตใจให้แจ่มใส รู้จักผ่อนคลายและปล่อยวาง ด้วยการทำสมาธิ สวดมนต์ รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะโปรตีนจากเนื้อปลา ธัญพืชผัก และผลไม้

3. งดสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด

4. หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม ซึ่งมีเกลือโซเดียมสูง (ใน 1 วันไม่ควรบริโภคเกลือเกิน 1 ช้อนชา หรือเทียบเท่าปริมาณโซเดียม2400 มิลลิกรัม) ลดการบริโภคอาหารที่มีแป้ง น้ำตาล และไขมันลง โดยเฉพาะแป้งขัดขาว น้ำตาลฟอกสี และไขมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันหมู หนังไก่ หนังหมูทอดกรอบ ปลาหมึก เป็นต้น

5. งดอาหารที่มีไขมันสูง เช่น น้ำมันหมู แกงกะทิ อาหารทะเลบางชนิด เช่น ปลาหมึก กุ้ง เป็นต้น

6. รับประทานอาหารแปรรูปให้น้อยที่สุด งดอาหารหมักดอง อาหารรสจัด อาหารสำเร็จรูปทุกชนิด

5 สมุนไพรใช้บำบัดรักษา โรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูง ขึ้นฉ่าย

ขึ้นฉ่าย

มีสรรพคุณในการช่วยลดคอเลสเตอรอล และความดันโลหิตในเวลาเดียวกัน โดยสามารถรับประทานสด ๆ โดยการนำขึ้นฉ่ายทั้งต้นมาล้างน้ำ ให้สะอาด หั่นเป็นท่อน ๆ นำมาปรุงเป็นกับข้าว เช่น ใส่ในแกงจืด หรือยำต่าง ๆ รับประทานวันละ 6 ช้อนโต๊ะ หรืออาบน้ำขึ้นฉ่ายทั้งต้นมาใส่เครื่อง คั้นแยกกากแยกน้ำ นำไปแช่เย็นไว้สักครู่ รับประทานเป็นน้ำขึ้นฉ่ายสุด ๆ วันละ 1 แก้ว จะช่วยลดความดันโลหิตได้อย่างดี แต่ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้ความดันโลหิตต่ำลงมากจะเป็นอันตรายได้

โรคความดันโลหิตสูง กระเที่ยม

กระเทียม

อีกหนึ่งยาอายุวัฒนะที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน และเป็นที่นิยม รับประทานอย่างยิ่ง ทั้งในรูปของอาหาร และสมุนไพรที่สามารถนำมารักษาโรคได้มากมาย โดยเฉพาะการนำมารับประทานสด ๆ เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด ลดคอเลสเตอรอล และลดระดับความดันโลหิตให้คงที่ โดยรับประทานพร้อมกับอาหารวันละ 2-3 กลีบ หรือรับประทานกับน้ำผึ้งโดยหั่นเป็นแว่น ๆ บาง ๆ ครั้งละ 2-3 กลีบ ต่อน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา หรืออาจนำกระเทียมมาปรุงเป็นอาหาร ใส่ในพริกน้ำปลามะนาว เป็นเครื่องจิ้ม หรือใส่เป็นส่วนผสม ในเครื่องแกงเผ็ด แกงป่า แกงจืด และน้ำพริกต่าง ๆ เป็นต้น หรือที่สะดวกยิ่งกว่า และกำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ คือ การรับประทานน้ำมันกระเทียมสกัดในรูปแคปซูล ที่มีวางจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ควรลืมว่า ทุกสิ่งในโลก มีสองแง่มุมในตัวเองเสมอ และการรับประทานกระเทียม เพื่อเป็นยาสมุนไพรรักษาโรคก็เช่นกัน กล่าวคือ กระเทียมเป็นสมุนไพรที่มีรสร้อน อาจมีผลกระทบต่อความดันโลหิตได้ ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานน้ำมันกระเทียมสกัดให้ลูกแคปซูล เกินวันละ 4000 ไมโครกรัมอัลซิลินต่อวันอย่างเด็ดขาด

โรคความดันโลหิตสูง กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง

สมุนไพรพื้นบ้านที่นอกจากมีคุณสมบัติในการลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ ลดอุณหภูมิในร่างกาย และลดคอเลสเตอรอลแล้ว จากผลการวิจัยยังพบว่า ในกลีบผลกระเจี๊ยบแดงที่มีรสเปรี้ยว ยังอุดมไปด้วยกรดผลไม้ AHA ที่มีสรรพคุณในการลดความดันโลหิตได้อีกด้วย ที่สำคัญในการต้มน้ำกระเจี๊ยบแดง ยังมีสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญในการต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูงมากอีกด้วย นอกจากนี้ในน้ำต้มกระเจี๊ยบแดง ยังพบว่ามีใยอาหาร สามารถละลายน้ำได้สูงถึง 0.6 กรัมต่อลิตร ทีเดียว และใยอาหารนี่เองที่มีคุณสมบัติช่วยในการขับถ่าย ไม่ทำให้เกิดอาการท้องผูก อันเป็นสาเหตุเกี่ยวกับโรคลำไส้อักเสบอีกด้วย

วิธีการทำน้ำกระเจี๊ยบแดงรับประทานเอง สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยนำผลกระเจี๊ยบแดงสด หรือแห้งมาต้มกับน้ำจืดจนเดือด น้ำกระเจี๊ยบที่ได้จะมีสีแดงสด ออกรสเปรี้ยวเล็กน้อย ซึ่งอาจเติมหญ้าหวานลงไปซัก 1-2 ใบขนาดต้ม หรือเติมน้ำผึ้งลงไปเล็กน้อยหลังจากต้มสุกแล้ว ก็ได้เช่นกัน เพื่อทำให้น้ำกระเจี๊ยบแดงได้ออกรสหวานเล็กน้อย ช่วยให้รับประทานได้ง่ายขึ้น ซึ่งสามารถนำมารับประทานได้ทั้งแบบร้อน และแบบเย็น ช่วยทำให้ชุ่มคอแก้กระหาย และยังช่วยลดความดันโลหิตได้อย่างดีอีกด้วย

โรคความดันโลหิตสูง มะนาว

มะนาว

จากการศึกษาพบว่า แพทย์แผนตะวันออกโดยเฉพาะชาวจีนนิยมนํามะนาว มาเป็นตัวยาสำคัญในการรักษาโรค เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด มาตั้งแต่โบราณ ซึ่งจากการวิจัยในหนูทดลอง ที่มีไขมันไม่ดี LDL ในร่างกายสูง โดยให้น้ำมะนาวนี้กับหนู ปรากฏว่าเมื่อหนูกินน้ำมะนาวแล้ว ไขมันไม่ดีได้ลดลง ขณะที่ไขมันดี HDL กลับเพิ่มขึ้น ทั้งยังช่วยลดปริมาณไขมันรวม ไตรกลีเซอไรด์ ช่วยในการขับปัสสาวะ และลดความดันโลหิตได้ดีอีกด้วย

วิธีการรับประทานมะนาว สามารถทำได้ง่าย ทั้งการรับประทานในรูปแบบของอาหาร เช่น นำมาปรุงในอาหารประเภทลาบยำต้มยำน้ำพริกเป็นต้น หรือนำมาทำเป็นเครื่องดื่ม เช่นน้ำมะนาวเย็น ๆ หรือเป็นของว่างเช่น เมี่ยงคำเป็นต้น

โรคความดันโลหิตสูง แตงโม

แตงโม

เป็นผลไม้รสเย็นฉ่ำที่อุดมไปด้วยน้ำวิตามินซี และวิตามินอี มีสรรพคุณในการขับปัสสาวะ ลดความร้อนในร่างกาย อีกทั้งยังช่วยลดความดันโลหิตได้ดีอีกด้วย วิธีการรับประทานก็แสนง่าย แค่ผ่าซีกรับประทานสด ๆ ในรูปผลไม้ หรือจะนำไปใส่เครื่องปั่นทำเป็นน้ำแตงโมดื่มก็ชื่นใจ แถมช่วย คลายร้อนได้ดีอีกด้วย

โรคความดันโลหิตสูง อาหารบำรุงสุขภาพ

อาหารบำรุงสุขภาพ

1. เครื่องเทศและผักใบเขียว เช่น หอมหัวใหญ่ หอมหัวแดง กระเทียม พริกไทย ขมิ้นชัน คุณชาย บล็อคเคอรี่ ผักกาดหอม คะน้า ขึ้นฉ่าย แตงกวา กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก คะน้า กวางตุ้ง และผักตะกูลกะหล่ำทุกชนิด แครอท มะเขือเทศ มะเขือยาว ผักโขม ฟักทอง มันฝรั่งทั้งเปลือก เป็นต้น

2. ธัญพืชต่าง ๆ เช่น เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวันเมล็ดอัลมอนด์ เฮเซลนัท ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง และผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ วุ้นเส้น เส้นหมี่โคราช รวมถึงเมล็ดธัญพืชงอกใหม่ เช่น ข้าวกล้องงอก ถั่วงอก ต้นอ่อนเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น

3. ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอีสูง เช่น กล้วย ฝรั่ง ส้ม มะนาว แตงโม สตรอว์เบอรี่ มะม่วง มะยม มะขามเทศ มะปรางหวาน แอปเปิล ลูกไหน ลูกพรุน ลูกท้อลูกเกด เป็นต้น

4. ปลาทะเล (ยกเว้นปลาหมึก) เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาดีน ปลาทู เป็นต้น

โรคความดันโลหิตสูง วิธีการดูแลสุขภาพ

5 วิธีการดูแลสุขภาพ ให้ห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูง

1. ผู้ที่มีอายุเกิน 35 ปีขึ้นไป วันตรวจร่างกายโดยละเอียดเป็นประจำทุกปี เพื่อรับคำแนะนำจากแพทย์ในการปฏิบัติตน และดูแลตัวเอง ในกรณีที่มีการตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายแรงต่าง ๆ

2. สำหรับผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรลดอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล ไขมันและเนื้อสัตว์โดยเน้นการรับประทานโปรตีนจากพืชและผักผลไม้ ให้มากขึ้น แทน เพราะผักผลไม้มีวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยให้

ระบบการทำงานของร่างกายเป็นปกติ ในขณะที่ไขมันจากพืช ถือเป็นไขมันที่มาจากโปรตีน ที่มีความปลอดภัยสูง ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในอวัยวะต่าง ๆ ที่สำคัญ โปรตีนจากพืช ยังมีเส้นใยอาหารสูงอีกด้วย เส้นใยอาหารจะมีส่วนช่วยในเรื่องระบบการขับถ่าย ช่วยให้ลำไส้กระเพาะอาหาร ตับ และไตไม่ต้องทำงานหนัก และยังสามารถทำงาน ได้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นอีกด้วย

3. พยายามลดอาหารที่มี เกลือ โซเดียมสูง เช่น น้ำปลา เกลือ กะปิ ปลาร้า ซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม เต้าหู้ยี้ ผงฟู แป้งทอดกรอบ แหนม หมูยอหน่อไม้ดอง ผักกาดดอง ไส้กรอก แฮม เบคอน เนื้อเค็ม ปลาเค็ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรวมถึงอาหารสำเร็จรูปและอาหารกระป๋องทั้งหลาย เพราะเกลือโซเดียม จะไปดูดซับน้ำในร่างกายทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ หรือต้องการน้ำมากขึ้นกว่าปกติ( สังเกตจากการที่เวลาเรารีบรับประทานอาหาร ที่มีรสเค็มจัด แล้วจะรู้สึกคอแห้ง จนต้องดื่มน้ำตามมาก ๆ เป็นต้น) ร่างกายก็จะเสียสมดุลของความเป็นกรด ด่าง ซึ่งจะมีผลต่อการทำงานของระบบกล้ามเนื้อหัวใจ หลอดเลือด เซลล์ประสาท ตลอดจนการทำงานของไต และต่อมหมวกไตอีกด้วย

4. พยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแต่อย่าหักโหมมากเกินไป ด้วยการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15 ถึง 30 นาที เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้งเบา ๆ ในยามเช้า การฝึกโยคะการเต้นแอโรบิค การว่ายน้ำเป็นต้น ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงสุขภาพร่างกายของตนเองเป็นสำคัญ เช่น ในผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดัน ไม่ควรว่ายน้ำตามลำพัง หรือเล่นโยคะท่ายาก เป็นต้น การออกกำลังกายที่พอเหมาะ พอดีจะช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิต ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังถือเป็นการช่วยบริหารกล้ามเนื้อในร่างกาย เพราะ ๆ กับการบริหารกล้ามเนื้อหัวใจด้วยเช่นกัน

5. ไม่หักโหมทำงานหนัก จนละเลยการพักผ่อน โดยเฉพาะ การพักผ่อนจิตใจให้ปราศจากความเครียด อารมณ์หงุดหงิด และความ วิตกกังวล ต่าง ๆ พยายามทำจิตใจให้แจ่มใส รู้จักปล่อยวาง ด้วยการฝึกสมาธิอ่านหนังสือธรรมะ และควรนอนหลับให้สนิท เพื่อร่างกายและจิตใจ จะได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพราะหากอดนอน เครียด มิหนำซ้ำร่างกายยังต้องทำงานหนักติดต่อกันนาน ๆ หัวใจก็จะยิ่งทำงานหนักตามไปด้วย

, , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *