โรคปากนอกกระจอก สาเหตุและวิธีการรักษา

เกร็ดความรู้ หลายคนอาจจะเคยเป็นหรือเคยได้ยินชื่อ โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร โรคปากนกกระจอกหรือโรคริมฝีปากอักเสบ และแผลในช่องปาก ซึ่งจะมีอาการเจ็บแสบบริเวณริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้มริมฝีปากเปื่อย มีอาการบ่งชี้บางประการ ซึ่งเป็นข้อสังเกต และข้อควรระวังเกี่ยวกับความแตกต่างของโรคเหล่านี้

สมุนไพรรักษาโรคปากนกกระจอก

4 สมุนไพรรักษา โรคปากนกกระจอก ปากเปื่อย เป็นแผลในปาก

1. หากมีอาการเจ็บแสบเป็นปื้นสีแดงหรือเป็นวงกลมสีขาวเล็ก ๆ รอบริมฝีปาก นั่นแสดงว่าเป็นโรคปากนกกระจอก แต่ถ้าหากลักษณะของแผลเป็นปื้นขนาดใหญ่ พุพอง เป็นตุ่มคัน มีน้ำใส ๆ อยู่ภายใน และกระจายตัวอยู่รอบริมฝีปาก เป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งบางครั้งอาจพบได้ในบริเวณใต้จมูกบริเวณรอบ ๆ คาง แสดงว่าเป็นอาการของโรคปากเปื่อยหรือเริม ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส สามารถแพร่กระจายและติดต่อกันได้ในกลุ่มของผู้ที่ใกล้ชิด คลุกคลี และใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย

2. โรคปากนกกระจอก สามารถเกิดขึ้นได้เองจากบุคลิกภาพและการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ชอบเลียริมฝีปาก มักมีน้ำลายขังบริเวณมุมปาก การใช้ลิปสติกที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เกิดอาการแพ้ ยาสีฟันบางตัว อาจจะมีรสเผ็ดเกินไปทำให้เกิดอาการแพ้ได้ รวมทั้งเกิดจากภาวะความเครียด พักผ่อนน้อย สูบบุหรี่ ขาดวิตามินซี และธาตุเหล็ก รวมไปถึงการที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นต้น โรคปากนกกระจอกอาจเกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยรักษาได้แต่ไม่หายขาด

3. โรคปากเปื่อยหรือเริม เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อโดยการสัมผัสถูกเชื้อโดยตรง เป็นโรคที่สามารถติดต่อกันได้ง่าย และแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญรักษาไม่หายขาด อาจกลับมาเป็นใหม่ได้ภายหลัง โดยเฉพาะในภาวะที่เราเครียด พักผ่อนน้อย ภูมิคุ้มกันต่ำ

4. โรคแผลภายในปาก ลักษณะของแผลจะเป็นปื้นสีขาว หนา มักเกิดขึ้นที่ เหงือก ลิ้น หรือด้านในกระพุ้งแก้ม โดยมีสาเหตุหลักมาจากการสูบบุหรี่หรือยาสูบต่าง ๆ ซึ่งโรคนี้ สามารถพัฒนากลายเป็นมะเร็งได้ในที่สุด ถ้าหากไม่หยุดสูบบุหรี่

โรคปากนกกระจอก โรคปากอักเสบหรือเริม

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเริ่มมีอาการ

1. โรคปากนกกระจอก มักหายได้เองภายใน 7-10 วัน แต่ก็อาจจะกลับมาเป็นได้อีก หากได้รับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ขาดน้ำจนทำให้ริมฝีปากแห้ง ชอบเลียริมฝีปาก แพ้ลิปสติกหรือยาสีฟัน เกิดภาวะความเครียดในชีวิตประจำวัน หงุดหงิด พักผ่อนน้อย สูบบุหรี่ ขาดสารอาหาร ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุด ที่จะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ก็คือ พยายามหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การอยู่ในที่แออัด ลดความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ รวมไปถึงต้องรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะวิตามินบี 2 วิตามินบีรวม และวิตามินซี ควรบริโภคอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างภูมิต้านทานโรคนี้ ได้เป็นอย่างดี

2. โรคปากอักเสบปากเปื่อยหรือเริม ตามปกติหากผู้ป่วยมีสุขภาพแข็งแรง จะไม่มีภาวะโรคแทรกซ้อน โรคนี้จะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ แต่อาจจะกลับมาเป็นใหม่ได้อีกครั้งเมื่อได้รับเชื้อ และทางที่ดีที่สุด คือควรระวังรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และรักษาความสะอาดร่างกายอยู่เสมอ และไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนการรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ อุดมไปด้วยวิตามินบี 2 วิตามินบีรวม วิตามินซีและวิตามินอี

3. โรคเกี่ยวกับแผลในปาก ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดแผล เช่น การสูบบุหรี่ การใส่ฟันปลอมไม่ถูกต้อง ทำให้เวลาเคี้ยวอาหารไปกระทบกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ในปากส่งผลให้เกิดเป็นแผลอักเสบได้

การใช้สมุนไพรในการบำบัดรักษา

สมุนไพรที่ช่วยรักษาแผลในปาก ได้แก่ มะนาว ฝรั่ง ใบพลู ฟ้าทะลายโจร

1. มะนาว สามารถแก้แผลในช่องปากได้ โดยคั้นน้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ ใส่แก้ว เติมเกลือลงไปเล็กน้อย ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน แผลจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปในที่สุด

2. ฟ้าทะลายโจร นำใบฟ้าทะลายโจรสดหรือแห้งมาล้างน้ำให้สะอาด นำไปอมไว้ในบริเวณที่เป็นแผลพยายาม อมบ่อย ๆ ไม่จำเป็นต้องเคี้ยวแผลก็จะค่อย ๆ หายและดีขึ้นในไม่ช้า

3. ใบฝรั่ง นอกจากจะช่วยลดกลิ่นปากแล้ว ยังสามารถรักษาแผลในปากได้เป็นอย่างดี โดยการนำใบฝรั่งมาล้างน้ำให้สะอาด นำมาเคี้ยวทุกครั้งหลังการรับประทานอาหารประมาณ 2-3 นาที แล้วบ้วนทิ้ง แผลในปากก็จะค่อย ๆ หายและดีขึ้นในที่สุด หรืออาจใช้วิธีการนำใบฝรั่งสด ราวสองกำมือไปตากแดดให้พอหมาดน้ำ นำมาชงกับน้ำร้อนดื่มแทนชาวันละ 3 ครั้ง หลังการรับประทานอาหาร เพียงเท่านี้แผลในปากก็จะค่อย ๆ ทุเลาลงได้

4. ใบพลู ช่วยลดกลิ่นปากโดยการนำใบพลู 1 ใบมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาเคี่ยวทุกครั้งหลังอาหาร จะทำให้กลิ่นปากและแผลในปากค่อย ๆ ดีขึ้น

โรคปากนกกระจอก สมุนไพรใบมะรุม

สมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคปากนกกระจอก ปากอักเสบ ปากเปื่อย ได้แก่ ใบมะรุม

ทั้งนี้เนื่องจากมีการค้นพบว่าสมุนไพรใบมะรุมนั้น มีวิตามินซีอยู่ค่อนข้างสูง สามารถนำมาใช้ในการรักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน โรคปากเปื่อย ปากอักเสบ และโรคปากนกกระจอก ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังพบว่าการรับประทานใบมะรุมเป็นประจำ ยังช่วยรักษาโรคหอบหืดอีกด้วย พร้อมช่วยลดอาการปวดศีรษะ ปวดหู บำรุงสายตา และกระตุ้นการขับถ่าย อีกทั้งยังช่วยลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย

ใบมะรุม การรับประทานใบมะรุม สามารถทำได้โดยการรับประทานในรูปของอาหาร เช่น แกงเลียงใบมะรุม แกงส้มใบมะรุม ใบมะรุมชุบไข่ทอด ใบมะรุมลวกจิ้มกับน้ำพริก ใบมะรุมปลาดุกย่างน้ำปลาหวาน รวมไปถึงการรับประทานในรูปแบบของชาสมุนไพรใบมะรุมได้อีกด้วย ทั้งนี้วิธีทำชาสมุนไพรใบมะรุมสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยนำใบมะรุมมาล้างน้ำให้สะอาด นำไปผึ่งในที่ร่มจนใบมะรุมแห้งดี จากนั้นก็ให้นำใบมะรุมที่ได้มาต้มน้ำดื่ม หรือชงแบบชาสมุนไพรทั่วไป หรืออาจจะรับประทานในรูปของชาเย็น โดยการนำใบมะรุมไปต้มกับใบเตยเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม จากนั้นเติมน้ำตาลหรือน้ำผึ้งเกลือป่น และใส่น้ำแข็งลงไปเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็จะได้ชามะรุมเป็นสมุนไพรใบมะรุม ที่สามารถรักษาโรคได้หลากหลายชนิดเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามเนื่องจากสมุนไพรใบมะรุมนี้ถือเป็นสมุนไพรรสร้อนจึงมีข้อควรระวังในการใช้

1. ห้ามผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคเลือดต่าง ๆ รับประทานใบมะรุม เพราะอาจทำให้เป็นอันตรายต่อเม็ดเลือดแดงได้

2. เนื่องจากสมุนไพรใบมะรุมมีรสร้อน จึงไม่ควรบริโภคในปริมาณมาก เพราะอาจจะก่อให้เกิดพิษได้ เช่น มีอาการแพ้ผื่นคัน บวมแดงตามผิวหนัง เป็นต้น ซึ่งหากมีอาการต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้น ให้หยุดดื่มหรือรับประทานสมุนไพรใบมะรุมทันทีและให้ดื่มน้ำตามมาก ๆ อาการแพ้พิษใบมะรุมก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นค่ะ

อาหารบำรุงสุขภาพ

โรคปากนกกระจอก อาหารในกลุ่มวิตามินบี

1. อาหารในกลุ่มวิตามินบี 2 วิตามินบีรวม ได้แก่ ไข่ เนื้อหมู เนื้อไก่ ปลาทูน่า ปลาแซลมอน เครื่องในสัตว์ ตับ คาเวียร์ ถั่วเมล็ดทานตะวัน เมล็ดบัว อัลมอนด์ เฮเซลนัท ชีส นม นมเปรี้ยว โยเกิร์ต ข้าวซ้อมมือ รำข้าว กระเทียม เห็ด อะโวคาโดกล้วยหอม กล้วยไข่ ฝรั่ง แตงโม เชอร์รี่ มะเขือเทศ ผักใบเขียว อย่างเช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักโขม ผักกาดเขียว ผักกาดหอมหน่อไม้ฝรั่ง ซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาโรคแผลในปาก และโรคปากนกกระจอกโดยตรง

โรคปากนกกระจอก ผักผลไม้วิตามินซีสูง

2. รับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเป็นประจำ เช่น ส้ม มะนาว มะขามป้อม มะขามหวาน ฝรั่ง กีวี สตรอว์เบอร์รี่ แคนตาลูป แตงโม สับปะรด มะละกอ พริกหวาน ผักกาด บล็อกโคลี่ ดอกกะหล่ำ และมะเขือเทศ โดยเฉพาะในมะเขือเทศราชินีที่มีทั้งวิตามินซีและวิตามินอี อีกทั้งยังมีเบต้าแคโรทีนครบถ้วน อย่างไรก็ตามข้อควรระวังบางประการสำหรับอาหารในกลุ่มวิตามินบี และวิตามินซี คือวิตามินเหล่านี้สามารถละลายน้ำได้ ดังนั้นสารอาหารต่าง ๆ จะสูญสลายได้ง่ายเมื่อถูกความร้อน และอีกทั้งร่างกายของคนเราก็ไม่สามารถเก็บสะสมวิตามินที่ละลายน้ำเอาไว้ได้ ดังนั้นวิตามินที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะจนหมด เพราะฉะนั้นเราจึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินบีและซีทุกวัน และในปริมาณที่มากพอต่อความต้องการของร่างกายอีกด้วย

โรคปากนกกระจอก อาหารในกลุ่มวิตามินอี

3. รับประทานอาหารที่ให้วิตามินอี เพื่อช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดภาวการณ์เกิดโรคผิวหนังได้แก่ มะขามเทศ ขนุนหนัง แก้วมังกรสีชมพู มะม่วงน้ำดอกไม้สุก มะม่วงเขียวเสวยสุก มะม่วงเขียวเสวยดิบ มะเขือเทศราชินี กล้วยไข่ สตรอว์เบอร์รี่ ถั่วต่าง ๆ ธัญพืช น้ำมันพืช เนื้อสัตว์ นม ปลา ไข่ขาว ผักสีเขียว เป็นต้น

วิธีดูแลสุขภาพ

1. รักษาความสะอาดบริเวณมุมปาก ระวังอย่าให้ชื้นแฉะ หรือเปียกชุ่มไปด้วยน้ำลายจะก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ และพยายามอย่าใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เพราะอาจจะก่อให้เกิดการติดเชื้อของโรคติดต่อได้บางชนิด

2. หากรู้สึกคันเจ็บหรือแสบบริเวณมุมปาก อาจจะใช้ปิโตรเลียมเจลบริสุทธิ์ 100% หรือขี้ผึ้ง ทาเพื่อรักษาความชุ่มชื้นและรักษาอาการอักเสบของบริเวณริมฝีปากได้

3. รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 2 บีรวม วิตามินซี รวมถึงสารอาหารที่ต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ เช่น เบต้าแคโรทีน ฟลาโวนอยด์ วิตามินอี จิงโกะ โบโลบา (สารสกัดจากโสม) และสารโคเอนไซม์คิวเทน จะช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคมากยิ่งขึ้น และแผลที่เกิดการอักเสบก็จะหายเร็วขึ้นอีกด้วย

4. ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด แต่ให้ดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรแทน

5. งดสูบบุหรี่และยาสูบทุกชนิด รวมถึงหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชน ที่มีทั้งฝุ่นและควันพิษต่าง ๆ โดยเฉพาะควันบุหรี่

6. เลิกนิสัยชอบเลียริมฝีปากและมุมปาก นิสัยชอบเล่นน้ำลาย เพราะจะทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค บริเวณผิวหนังและก่อให้เกิดอาการปากเปื่อยและปากนกกระจอกได้ที่สุด

7. ถ้าพบว่าริมฝีปากแห้ง ให้ใช้ลิปบาล์ม ขี้ผึ้ง หรือปิโตรเลียมเจล ที่มีส่วนผสมของวิตามินอีทาบ่อย ๆ เพื่อให้ริมฝีปากชุ่มชื่นอยู่เสมอ เพราะนอกจากวิตามินอีจะช่วยสมานแผลที่ริมฝีปากให้หายเร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ริมฝีปากนุ่มชุ่มชื่น ไม่แห้งแตกเป็นขุยอีกด้วย

, , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *