โรคหัวใจขาดเลือด ภัยร้ายใกล้ตัว ที่ไม่ควรมองข้าม

เกร็ดความรู้ หัวใจ คืออวัยวะที่ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยผ่านหลอดเลือดที่เรียกว่าโคโรนารีขณะเดียวกันหัวใจเองก็ต้องการเลือดเพื่อมาหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหลอดเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจเกิดการอุดตัน หรือตีบ จนทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีเลือดออกมา หล่อเลี้ยงน้อยลงและไม่เพียงพอต่อการสูบฉีดเลือด จะทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจก็จะผิดปกติอีกครั้ง อาจรุนแรงจนถึงขั้นกล้ามเนื้อหัวใจตายได้เลยทีเดียว หากไม่รีบรักษา

โรคหัวใจขาดเลือด สาเหตุ อาการ วิธีการรักษา

โรคหัวใจขาดเลือด สาเหตุ อาการ วิธีการรักษา

สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคหัวใจขาดเลือด มักมาจากการที่หลอดเลือดหัวใจมีไขมัน สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดเป็นจำนวนมาก ทำให้เลือดไหลผ่านได้ยากส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจ ได้รับเลือดน้อยกว่าปกติซึ่งผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก อึดอัด หายใจขัด คลื่นไส้อาเจียนใจสั่นเหงื่อแตกหน้ามืด โดยเฉพาะเมื่อต้องออกแรงทำงานหนัก ๆ แต่เมื่อหยุดพักอาการก็จะดีขึ้น ซึ่งตามปกติเมื่อเราออกแรงมาก ๆ หัวใจจะเต้นถี่และเร็วขึ้น เนื่องจากการสูบฉีดเลือดที่เร็วและแรงขึ้นนั่นเอง ในทางตรงกันข้ามถ้าเราออกแรงมาก ๆ แต่ร่างกายไม่สามารถสูบฉีดโลหิตได้ตามปกติ ก็จะมีสภาพคล้ายกับสายยาง ที่มีกระแสน้ำอยู่ภายในแต่เราเอามือไปอุดปลายข้างหนึ่งของสายยางไว้ ไม่ให้น้ำออก แรงดันของกระแสน้ำภายในสายยางก็จะมากขึ้น รุนแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในที่สุด

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ ได้แก่

1. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง ไขมันดีน้อย HDL ไขมันชนิดร้ายแรงสูง LDL

2. ผู้สูงอายุทั้งชายและหญิง และสตรีในวัยหมดประจำเดือน ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป

3. ผู้ที่ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเครียดขี้หงุดหงิดอารมณ์ไม่รู้จักผ่อนคลาย

4. ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่เป็นประจำ

5. กำมะพันคนในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นโรคนี้มาก่อน

โรคหัวใจขาดเลือด วิธีปฏิบัติตัวเมื่อมีอาการ

7 วิธีปฏิบัติตัวเมื่อมีอาการ

1. ไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อรับคำปรึกษาและตรวจหาอาการแทรกซ้อนเป็นระยะระยะ ที่สำคัญผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

2. รู้จักผ่อนคลายความเครียด หัดปล่อยวาง ทำจิตใจให้แจ่มใส และฝึกสมาธิ

3. งดสูบบุหรี่และงดดื่มเหล้าโดยเด็ดขาด

4. ควบคุมเบาหวานและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

5. ลดอาหารที่มีไขมันและบริโภคแต่อาหารที่มีไขมันต่ำ โดยเฉพาะไขมันจากพืชซึ่งจะปลอดภัยกว่าไขมันจากสัตว์

6. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติด้วยการออกกำลังกายอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอโดยอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้งเบา ๆ ในตอนเช้า การเต้นแอโรบิคประกอบเพลง การเล่นโยคะท่าง่าย ๆ ไม่หักโหม เป็นต้น

7 สมุนไพรใช้บำบัดรักษาโรคหัวใจ

โรคหัวใจขาดเลือด เก๊กฮวย

เก๊กฮวย

สามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพรช่วยบำรุงหัวใจได้โดยการนำดอกเก๊กฮวยไปตากแดดจนแห้ง เวลาจะใช้ให้นำดอกเก๊กฮวยประมาณ 5 ถึง 10 ดอก มาใส่ลงในหม้อต้มน้ำจนเดือด น้ำเก๊กฮวยที่ได้จะมีสีเหลืองอ่อน ๆ มีกลิ่นหอมสดชื่น นำมาให้ผู้ป่วยรับประทานในรูปของชาเก๊กฮวยอุ่น ๆ โดยไม่ต้องเติมน้ำตาลจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ถ้ารับประทานก่อนนอนจะทำให้ผู้ป่วยหลับสบายขึ้น

โรคหัวใจขาดเลือด คำฝอย

คำฝอย

เป็นสมุนไพรบำรุงหัวใจช่วยให้หัวใจ แช่มชื่น แข็งแรง โดยการนำดอกคำฝอยไปตากแดดจนแห้ง เวลาจะใช้ให้นำดอกคำฝอยประมาณ 5 ถึง 10 ดอก ไปต้มกับน้ำจนเดือด รอให้อุ่น นำน้ำดอกคำฝอยที่ได้มา ให้ผู้ป่วยดื่มผู้ป่วยจะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้น

โรคหัวใจขาดเลือด เตยหอม

เตยหอม

สามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพรบำรุงหัวใจได้ง่าย ๆ โดยการนำใบเตยหอมจำนวน 1 ต้น มาล้างน้ำให้สะอาดนำไปใส่หม้อต้มกับน้ำจนเดือดร้อนให้อุ่น นำมาให้ผู้ป่วยดื่มแทนน้ำได้ทั้งวัน หรือจะใช้วิธีการนำใบสดมาคั่นด้วยเครื่องแยกกากแยกน้ำ นำน้ำที่ได้มาผสมกับอาหารรับประทานก็ได้เช่นกัน

โรคหัวใจขาดเลือด กุหลาบมอญ

กุหลาบมอญ

สามารถนำมาใช้เป็นยาหอมบำรุงหัวใจแก้อ่อนเพลียได้โดยการนำดอกกุหลาบมอญ ปลิดกี่โมงจากขั้วนำไปตากจนแห้ง กุหลาบที่นำมาทำยาสมุนไพรควรปลูกเอง และปราศจากยาฆ่าแมลง เวลาจะใช้ให้นำดอกกุหลาบมอญประมาณ 1 หยิบมือ มาต้มกับน้ำประมาณ 8-10 แก้วจนเดือด รอให้อุ่น นำไปให้ผู้ป่วยดื่ม จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสดชื่น หรืออีกวิธีหนึ่ง อาจรับประทานเป็นชากุหลาบโดยการนำดอกแห้งประมาณ 3-4 กลีบ ใส่ลงในถ้วยชา ล้างกลีบกุหลาบด้วยน้ำร้อน 1 ครั้ง แล้วเททิ้งจากนั้นค่อยเทน้ำร้อนลงในถ้วยชา ปิดฝาไว้สักครู่รอจนอุ่นแล้วนำไปให้ผู้ป่วยดื่ม

โรคหัวใจขาดเลือด กระดังงาไทย

กระดังงาไทย

เป็นไม้หอมบำรุงหัวใจอีกชนิดหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสดชื่น โดยการนำดอกกระดังงาไทยสด ๆ ที่แก่จัด มีสีเหลืองนวลถึงเข้มจากต้นประมาณ 4-5 ดอก มาใส่ถ้วยหรือถาดเล็ก ๆ นำไปวางไว้ข้างเตียงผู้ป่วย ได้สูดดม กลิ่นหอมของดอกกระดังงาไทยจะช่วยให้รู้สึกสดชื่นได้มากทีเดียว

โรคหัวใจขาดเลือด กระเทียม

กระเทียม

มีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ ที่สามารถนำมารักษาโรคได้มากมาย โดยเฉพาะการรับประทานเป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด ลดคลอเรสเตอรอล และลดระดับความดันโลหิตให้คงที่ โดยสามารถรับประทานกระเทียมในรูปของกระเทียมสด พร้อมกับอาหารวันละ 2-3 กลีบ หรืออาจนำกระเทียมมาปรุงเป็นอาหาร ใส่น้ำปลาพริกมะนาวเป็นเครื่องจิ้ม ใส่ในเครื่องแกงอาหารผัดแกงจืดและอื่น ๆ หรืออีกวิธีหนึ่งที่สะดวกยิ่งกว่า คือการรับประทานกระเทียมในรูปของสมุนไพร แคปซูล ที่มีวางจำหน่ายโดยทั่วไป โดยไม่ควรรับประทานเกิน 4,000 ไมโครกรัมต่อวัน

โรคหัวใจขาดเลือด กระเจ๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง

มีสรรพคุณในการขับปัสสาวะลดคลอเรสเตอรอลลดอุณหภูมิในร่างกาย และลดความดันโลหิต เนื่องจากดอกกระเจี๊ยบ แดง จะอุดมไปด้วยกรดผลไม้ AHA ในน้ำต้มกระเจี๊ยบแดงจึงมี สารแอนโทไซยานิน ซึ่ง มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูง ทั้งยังมีใยอาหาร ที่สามารถละลายน้ำ ได้สูงถึง 0.6 กรัมต่อลิตรทีเดียว

วิธีการรับประทานน้ำกระเจี๊ยบแดงนั้นสามารถทำได้โดย นำดอกกระเจี๊ยบแดงที่แห้งหรือสดมาต้มกับน้ำจนเดือด น้ำกระเจี๊ยบที่ได้จะมีสีแดงเข้มออกรสเปรี้ยวเล็กน้อย สามารถรับประทานได้ทั้งร้อนและเย็น ช่วยแก้กระหายทำให้ชุ่มคอและยังลดความดันโลหิตได้อย่างดีอีกด้วย

โรคหัวใจขาดเลือด อาหารบำรุงสุขภาพ

อาหารบำรุงสุขภาพ

1. เครื่องเทศ เช่น หัวหอม กระเทียม กระชาย ขิง ข่า ตะไคร้ พริกไทยอ่อน พริกไทยเมล็ดแห้ง โหระพา มะกรูด มะนาว ขมิ้นชัน ยี่หร่า กระวาน และอื่น ๆ

2. ผักใบเขียวและผลไม้หลากสี เช่น บล็อกโคลี่ ตำลึง ใบบัวบก ฟักทอง มะเขือเทศ คะน้า ขึ้นฉ่าย หอมหัวใหญ่ ปวยเล้ง ผักโขม บีทรูท พริกหวาน พริกหนุ่ม เห็ดต่าง ๆ กล้วย ส้มแอปเปิ้ล สับปะรด แตงโม อะโวคาโด กีวี่ สตอเบอรี่ เกรปฟรุต มังคุด ทับทิม ฝรั่ง แก้วมังกร เป็นต้น

3. รับประทานโปรตีนจากเนื้อปลา โดยเฉพาะปลา ทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาซาดีน ปลาทูน่า เนื้อสัตว์ ไม่ติดไขมัน เนื้ออกไก่ เนื้อหมูแดง และไข่ไก่ เป็นต้น

4. ใช้น้ำมันจากพืชในการปรุงอาหาร เช่น น้ำมันรำข้าวน้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้นแต่ทางที่ดี ควรบริโภคไขมันให้น้อยที่สุด โดยการเปลี่ยนวิธีปรุงอาหาร มาเป็นการต้ม นึ่ง ตุ๋น ยำ ก็จะเป็นการดีต่อสุขภาพที่สุด

5. นมจืดและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ นมเปรี้ยว เป็นต้น

6. ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวแดง ข้าวซ้อมมือ เมล็ดถั่วแห้งต่าง ๆ เช่น ถั่วเหลืองถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เมล็ดอัลมอนด์ เมล็ดแมงลัก เฮเซลนัท งาขาวและงาดำเป็นต้น นอกจากนี้ยังควร รับประทานผลิตภัณฑ์จากธัญพืชแปรรูป ซึ่งให้โปรตีนสูงเช่น เต้าหู้แผ่น เต้าหู้หลอด น้ำเต้าหู้ เต้าฮวย น้ำเข้ากล้อง งอก รวมถึงต้นอ่อนของธัญพืชต่าง ๆ เช่น ข้าวกล้องงอก ถั่วงอก ต้นอ่อนทานตะวันเป็นต้น

โรคหัวใจขาดเลือด วิธีการดูแลสุขภาพ

5 วิธีการดูแลสุขภาพ

1. ตรวจร่างกายโดยละเอียดเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป เพื่อรับคำแนะนำจากแพทย์ในการปฏิบัติตน และดูแลตัวเองในกรณีตรวจพบโรคร้ายแรงต่าง ๆ

2. รับประทานโปรตีนจากพืชและผักผลไม้ให้มาก เพราะผักผลไม้มีวิตามิน และเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ ขนาดที่โปรตีนจากพืชถือเป็นโปรตีนที่ปลอดภัย ช่วยทำให้ร่างกาย ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ที่สำคัญยังมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย ช่วยให้ลำไส้กระเพาะอาหาร ตับและไตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำเลือดที่ดีไปหล่อเลี้ยงร่างกายและหัวใจต่อไป

3. ลดอาหารที่มีเกลือ โซเดียม เช่น น้ำปลาเกลือกะปิ ซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม เต้าหู้ยี่ ผงฟู ผักกาดดอง หน่อไม้ดอง แหนม หมูยอ ไส้กรอก แฮม เบคอน เนื้อเค็ม ปลาเค็ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ซุปก้อน ผงปรุงรส เครื่องแกงสำเร็จรูป แป้งทอดกรอบ และอาหารกระป๋องต่าง ๆ เป็นต้น พอกเกลือโซเดียมจะไปดูดซับน้ำจากร่างกาย ทำให้ร่างกายได้รับธาตุโพแทสเซียม ซึ่งทำหน้าที่รักษาความสมดุลของน้ำเลือด และระบบของเหลวในร่างกาย ให้ทำงานได้น้อยลง ทำให้เสียสมดุลความเป็นกรดด่างในร่างกาย ซึ่งมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ หลอดเลือด เซลล์ประสาท ตลอดจนการทำงานของไต และต่อมหมวกไตอีกด้วย

4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอแต่อย่าหักโหม โดยอ่านออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15 ถึง 30 นาที ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงสุขภาพร่างกายของตนเองเป็นสำคัญ การออกกำลังกายจะช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้อย่างสะดวก ซึ่งถือเป็น การบริหารทั้งกล้ามเนื้อในร่างกายและกล้ามเนื้อหัวใจไปพร้อมกัน

5. ไม่หักโหมทำงานหนักจนละเลยการพักผ่อน ที่สำคัญควรลดความเครียด เรื่องนิสัยขี้หงุดหงิด คิดมาก ทำจิตใจให้แจ่มใส รู้จักปล่อยวาง มีสมาธิ และควรนอนหลับให้สนิท เพื่อที่ร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพราะหากอดนอน เครียด จะยิ่งทำให้ร่างกายต้องทำงานหนัก หัวใจก็จะยิ่งทำงานหนักตามไปด้วย

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และนอนหลับให้เพียงพอ คือข้อควรจำสำหรับผู้ที่ต้องการมีอายุยืนยาวนะคะ

, , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *