ดูแลตัวเองอย่างไร ให้ห่างไกลจากโรคอ้วนลงพุง

เกร็ดความรู้ โรคอ้วนลงพุงหรือน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน เป็นโรคที่ภาวะร่างกายได้รับพลังงานมากเกินความพอดี และเกินความจำเป็นจากที่ร่างกายต้องการ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือโรคที่เกิดจากภาวะความไม่สมดุลกัน ระหว่างการได้รับพลังงานและการใช้พลังงาน (การเผาผลาญสารอาหารนั่นเอง) ดังนั้นพลังงาน (แคลอรี่) ที่เหลือจากการถูกนำไปใช้ ก็จะถูกร่างกายเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมันส่วนเกิน ที่เกาะอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ นำไปสู่โรคร้ายแรงมากมาย เช่น คลอเรสเตอรอลในเลือดสูง ความดันเลือดสูง เบาหวาน ไตวาย โรคหัวใจ ไขข้ออักเสบ โรคไขมันอุดตันในหลอดเลือดสมอง ไขมันอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

กินอย่างไร ให้ไกลจากโรคอ้วนลงพุง

กินอย่างไร ให้ไกลจากโรคอ้วนลงพุง

สาเหตุของโรคอ้วนส่วนใหญ่ มาจากพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เช่น กินจุบกินจิบ กินทั้งวัน เลือกกินแต่อาหารไม่มีประโยชน์ ไม่กินผักผลไม้ เป็นต้น รวมถึงประเภทของอาหารที่รับประทาน ก็มีส่วนที่ทำให้อ้วนได้เช่นกัน เช่น อาหารที่มีไขมันสูง อาหารประเภทแป้ง และน้ำตาล ทั้งยังขาดการออกกำลังกาย

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคอ้วนมักมีภาวะตึงเครียด หงุดหงิดง่าย ทำให้ท้องอืดบ่อย ๆ อาหารไม่ย่อย ซ้ำยังขับถ่ายไม่เป็นเวลาอีกด้วย อย่างไรก็ตามนอกจากสาเหตุดังที่กล่าวมาแล้ว ยังพบว่าพันธุกรรม เพศ อายุ ยา อารมณ์ สังคม สุขภาพร่างกาย ก็มีส่วนทำให้เกิดโรคอ้วนได้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้อาการที่มักพบผู้ป่วยโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ได้แก่

1. เหนื่อยง่าย ใจหอบ ใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมาก ทั้งที่เคลื่อนไหวน้อย

2. มักมีอาการข้อเข่าเสื่อม และชาตามปลายมือ ปลายเท้า หรือปลายประสาทร่วมด้วย

3. มีภาวะไขมันเสียในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง

โรคอ้วนลงพุง งดอาหารไขมันสูง

ปฏิบัติตัวอย่างไร เมื่อมีอาการ

1. งดอาหารที่มีไขมันมาก เช่น หมูสามชั้น ขาหมู เครื่องในสัตว์ ไขมันหมู ไขมันไก่ ไขมันเป็ด กะทิ เนย มาการีน

2. ลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลลง โดยเฉพาะแป้งและน้ำตาลที่ผ่านการฟอกสี ขัดขาว แต่ควรหันมารับประทานข้าวกล้องข้าวซ้อมมือ น้ำตาลเทียม หรือสมุนไพรหญ้าหวาน ให้รสหวานเหมือนน้ำตาล แต่ไม่ให้พลังงานจึงไม่เพิ่มน้ำหนักและไม่เป็นอันตรายต่อคนอ้วน

3. เพิ่มโปรตีน โดยเฉพาะโปรตีนจากพืชและสัตว์ ซึ่งมีผลต่อการสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เสริมสร้างเซลล์ต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพในการทำงาน ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยลดความอ้วนโดยลดโปรตีนไปด้วยนั้น จะทำให้ร่างกายมีสภาพที่ทรุดโทรม อ่อนล้า ไม่มีแรง และกล้ามเนื้อลีบ แคระแกร็น ไม่มีกำลังอีกด้วย

4. บริโภคอาหารที่มีกากและเส้นใยสูง เช่น ขึ้นฉ่าย คะน้า กะหล่ำปลี บร็อกโคลี่ กวางตุ้ง ผักบุ้ง มะเขือเทศ แตงกวา มะรุมเห็ดต่าง ๆ ผักกระเฉด สับปะรด แอปเปิล สตรอว์เบอร์รี ถั่วฝักยาว ถั่วพู ถั่วลันเตา มันสำปะหลัง บุก วุ้นเส้น ข้าวกล้อง ถั่วเมล็ดแห้ง และธัญพืชต่าง ๆ เป็นต้น

5. ควรงดอาหารที่มีรสเค็มจัด หรือมีเกลือโซเดียมเป็นส่วนประกอบในปริมาณที่สูง เช่น ขนมอบ ขนมขบเคี้ยว ขนมประเภทแป้งทอดกรอบ ข้าวเกรียบ ปลากระป๋อง ผักกาดกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น

6. ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว

7. ลดความเครียด ทำจิตใจให้แจ่มใส ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

สมุนไพรที่ใช้ในการบำบัดรักษาโรคอ้วน

โรคอ้วนลงพุง ใบย่านางและใบเตย

1. ใบย่านางและใบเตย สมุนไพรใบย่านางเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น เต็มไปด้วยสารคลอโรฟิลล์ จึงมีสรรพคุณในการบำรุงหัวใจลดอุณหภูมิในร่างกาย แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงโรคมะเร็ง โรคภูมิแพ้ และอาการปวดหัวข้างเดียว หรือไมเกรน ริดสีดวงทวาร กรดไหลย้อน ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยขับสารพิษ และลดความอ่อนเพลียจากการฉายแสงยูวี ในผู้ป่วยมะเร็งได้อีกด้วย ส่วนใบเตยหอมนั้นมีสรรพคุณเป็นยาเย็น ที่อุดมไปด้วยน้ำมันหอมระเหย และสารคลอโรฟิลล์ มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจ ปอด สมอง ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดัน ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับผู้ป่วยโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ

โรคอ้วนลงพุง ชาเขียว

2. ชาเขียว จากการวิจัยพบว่าในใบชาเขียวมีสารคาเทชินอยู่มากถึง 25% ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมาย เช่น สารโพลีฟีนอล อะโรมาติก กรดแพนโทธินิค สาร EGCG สารแทนนิน คาเฟอีน และวิตามินซี เป็นต้น ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการกระตุ้นประสาทส่วนกลางและสมองการไหลเวียนของโลหิต ลดความเสี่ยงจากโรคความดันโลหิตสูง และลดโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือด ช่วยเร่งการเผาผลาญสารอาหาร ลดความเครียด ป้องกันภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร รักษาโรคเบาหวานลดอาการปวดหัว ป้องกันฟันผุ ในชาทุกชนิดจะอุดมไปด้วยฟลูออไรด์ธรรมชาติ จึงช่วยเคลือบฟัน และป้องกันฟันผุได้เป็นอย่างดี

โรคอ้วนลงพุง กระเจี๊ยบแดง

3. กระเจี๊ยบแดง อุดมไปด้วยสรรพคุณในการลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด และลดคอเรสเตอรอล ลดความอ้วน ช่วยในการขับปัสสาวะ แก้กระหาย ช่วยให้ชุ่มคอ วิธีทำง่าย ๆ คือนำดอกกระเจี๊ยบแดงสดหรือแห้ง มาล้างน้ำให้สะอาดนำไปใส่หม้อต้มกับน้ำจนเดือด จะได้น้ำกระเจี๊ยบแดงสีแดงสดใสและมีรสออกเปรี้ยว ทิ้งไว้สักครู่รอจนอุ่นนำมาให้ผู้ป่วยดื่มโดยไม่ต้องเติมอะไรอีก หรือหากต้องการออกให้รสหวานเล็กน้อยเพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น ระหว่างที่ต้มให้ใส่สมุนไพรหญ้าหวานลงไปประมาณ 1 – 2 ใบ แทนการใส่น้ำตาล หญ้าหวานจะทำให้น้ำกระเจี๊ยบออกรสเปรี้ยวหวาน รับประทานได้ง่ายขึ้น แถมยังไม่มีคอเรสเตอรอลทำให้ปลอดภัยต่อผู้ป่วย

โรคอ้วนลงพุง เม็ดแมงลัก

4. เม็ดแมงลัก เม็ดแมงลักอาจไม่ได้มีสรรพคุณในการลดน้ำหนักโดยตรง เพียงแต่การนำไปสู่กระบวนการลดน้ำหนักเท่านั้น เนื่องจากเม็ดแมงลักช่วยขจัดไขมันไม่ดีออกไปจากร่างกาย โดยไม่ต้องส่งผลกระทบต่อไขมันดี นอกจากนี้การรับประทานเม็ดแมงลัก ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือด และโรคเบาหวาน อีกทั้งยังเป็นยาระบาย ช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้ดีอีกด้วย

  • อย่างไรก็ตาม การรับประทานเม็ดแมงลักก็ยังมีข้อควรระวังอยู่ ควรจะรับประทานเม็ดแมงลักที่พองตัวเต็มที่แล้วเท่านั้นเพราะหากเม็ดแมงลักยังไม่พองตัวเต็มที่ เม็ดแมงลักก็จะไปเกาะตัวเป็นก้อนอยู่ที่ผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้อุดตันได้และนอกจากนี้ยังไม่ควรรับประทานเม็ดแมงลักแทนอาหาร เพราะจะทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารและหลีกเลี่ยงการรับประทานเม็ดแมงลักพร้อมกับยา เพราะจะทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ควรรับประทานยาก่อนทานเม็ดแมงลัก ประมาณ 15 นาทีจะดีที่สุด หากต้องการรับประทานเม็ดแมงลักเพื่อลดความอ้วนหรือลดน้ำหนัก ให้รับประทานเม็ดแมงลักก่อนอาหาร การรับประทานเม็ดแมงลักเพื่อลดน้ำหนักสำหรับผู้ป่วย ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน หรือเป็นโรคอ้วนลงพุง ให้ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมกับน้ำ 1 แก้ว ใช้ช้อนตีให้เม็ดแมงลักพองตัวจนเต็มที่ รับประทานก่อนอาหาร เม็ดแมงลักจะช่วยให้อิ่มเร็ว และช่วยป้องกันการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดให้น้อยลงได้อีกด้วย จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ป่วยโรคอ้วนด้วยเช่นกัน

โรคอ้วนลงพุง อาหารบำรุงสุขภาพ

อาหารบำรุงสุขภาพ

1. โปรตีน ควรรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เช่น เนื้ออกไก่ปราศจากหนัง เนื้อหมูไม่มีมัน เนื้อปลาทะเลน้ำลึกเช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาทู รวมถึงการรับประทานโปรตีนจากธัญพืช ไข่ ถั่ว และนม เป็นต้น ทั้งนี้ นมที่ผู้เป็นโรคอ้วนควรดื่มคือ นมสดรสจืด ที่ปราศจากการปรุงแต่งสี กลิ่น รส และนมสดแคลอรี่ต่ำ รวมถึงโยเกิร์ตรสธรรมชาติอีกด้วย

2. คาร์โบไฮเดรต ลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลลง โดยเฉพาะแป้งขัดขาว และน้ำตาลขัดสี ควรรับประทานแป้งหรืออาหารประเภทแป้งที่มีใยอาหารสูง เช่น ข้าวสาลี ขนมปังโฮลวีต ข้าวบาร์เลย์ ข้าวกล้อง เป็นต้น

3. ไขมัน ควรลดอาหารที่มีไขมันทุกชนิด หรือถ้าจำเป็น ควรเลือกชั้นไขมันจากพืชคุณภาพสูงแทน เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันงา น้ำมันรำข้าว และไขมันจากถั่วและงา เป็นต้น

4. เกลือแร่และวิตามิน ควรรับประทานผักผลไม้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะผักสด เพราะผักสดจะมีไฟเบอร์ หรือใยอาหารที่ช่วยควบคุมการขับถ่ายมากกว่าผักสุก

โรคอ้วนลงพุง วิธีดูแลสุขภาพ

วิธีดูแลสุขภาพ

1. รับประทานอาหารเช้าทุกวัน เนื่องจากมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญและจำเป็นที่สุด เราจึงควรรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ เนื่องจากทั้งคืนกระเพาะอาหารของเราปราศจากสารอาหารที่ไปหล่อเลี้ยง ในตอนเช้าเรายังไม่รับประทานอาหาร และปล่อยให้ท้องว่าง หรือรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์เข้าไป อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่นกระเพาะ ปอด ตับ ลำไส้ รวมถึงสมอง ก็จะขาดประสิทธิภาพในการทำงาน อีกทั้งการไม่รับประทานอาหารเช้า ยังทำให้เราหิวจัด และรับประทานอาหารในมื้อต่อไปมากเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นที่มาของโรคอ้วนได้ในที่สุด

2. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยมีวิธีการคำนวณอย่างง่าย ๆ คือในเพศหญิงให้เอาส่วนสูงตั้ง แล้วลบด้วย 110 จะได้ค่าของน้ำหนักที่เหมาะสมส่วน ในเพศชาย ให้เอาส่วนสูงตั้ง แล้วลบด้วย 100 ผลที่ได้คือสมดุลของน้ำหนักและส่วนสูง

3. ลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง อาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล รวมไปถึงอาหารที่มีเกลือโซเดียมสูง ขนมกรุบกรอบอาหารฟาสต์ฟู้ด น้ำอัดลม น้ำหวาน เนย มาการีน ไอศกรีม แฮม เบคอน ไส้กรอก แกงกะทิ รวมถึงเครื่องปรุงและอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ เช่น ปลากระป๋อง ผักกาดกระป๋อง ซุปก้อน ผงปรุงรส เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว น้ำตาลทราย ตลอดจนเนื้อสัตว์ อาหารทะเลบางชนิดที่มีไขมันสูง เช่น ปลาหมึก กุ้ง ปู ปลาสวาย ขาหมู หนังหมู หนังไก่ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง เป็นต้น

4.งดของว่างที่เป็นขนมหวาน อาหารทอด ขนมขบเคี้ยว ขนมอบกรอบ ขนมหวาน ที่มีกะทิ น้ำตาล เช่น ไอศกรีม เค้ก คุกกี้ขนมปัง บัวลอยไข่หวาน ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง โดยหันมารับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะผักผลไม้ที่ให้วิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี ที่มีมากในผักใบเขียวและผักผลไม้ที่มีสีส้ม เหลือง แดง เช่น และไม่หวานมาก เช่น แอปเปิลแดง แอปเปิลเขียว สตรอว์เบอร์รี ลูกไหน มะละกอสุก สับปะรด แก้วมังกร ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะเขือเทศบร็อกโคลี ขึ้นฉ่าย กะหล่ำ แครอท บีทรูท คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง เป็นต้น

5. งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ดื่มนมรสจืดนมพร่องมันเนย น้ำเปล่า น้ำสมุนไพร น้ำผักผลไม้ที่ปราศจากน้ำตาลเป็นประจำ โดยเฉลี่ยทั้งวันรวมไม่ต่ำกว่า 8 – 10 แก้ว

6. รับประทานอาหารประเภทโปรตีนที่มีคุณภาพสูง เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เนื้อปลาทะเลน้ำลึก ปลาน้ำจืด

7. ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอยู่สม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้งเฉลี่ยวันละ 15 – 30 นาที

8. ลดความเครียด พยายามทำจิตใจให้แจ่มใส และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

, , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *