ดูแลร่างกาย ห่างไกลจากโรคแผลในกระเพาะอาหาร

เกร็ดความรู้ กระเพาะอาหารเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ย่อยอาหารที่เราทานเข้าไป วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกับโรคแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อย สาเหตุมาจากภาวะที่มีแผลบริเวณเยื่อบุทางเดินอาหาร ส่วนที่มีโอกาสสัมผัสกับการกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดแผลได้ทั้งในบริเวณ หลอดอาหารส่วนกลาง ลำไส้เล็กส่วนต้นและกระเพาะอาหาร แต่ส่วนที่พบได้บ่อยที่สุดคือบริเวณกระเพาะอาหารส่วนปลาย และรอยต่อของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนบน

โรคแผลในกระเพาะอาหาร สาเหตุ

สาเหตุ วิธีการรักษา โรคแผลในกระเพาะอาหาร

1. กระเพาะอาหารมีกรดมากเกินไป เนื่องจากการฝังตัวของเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ โพโลไร ในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กตอนบน ซึ่งจะกระตุ้นให้กระเพาะอาหารและลำไส้ ผลิตกรดออกมาย่อยอาหารในปริมาณที่มากขึ้น จนไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดแผลอักเสบและอาจจะถึงขั้นกระเพาะทะลุได้หากไม่รีบรักษา

2. การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลาการอดอาหารเนื่องจากความเร่งรีบในการทำงานหรือการอดอาหารเพื่อลดความอ้วน เป็นต้น

3. การรับประทานอาหารรสจัด เช่นเผ็ดจัดเค็มจัด และเปรี้ยวจัด โดยเฉพาะความเปรี้ยวที่มาจากน้ำส้มสายชู

4. การสูบบุหรี่การดื่มเหล้า เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ตลอดจนเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกชนิด

5. การรับประทานยาแก้ปวด หรือยาลดไข้บางชนิด เช่น แอสไพริน ยาที่มีสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบยา แก้ปวดกระดูก ปวดข้อ ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น

6. มักมีภาวะตึงเครียด วิตกกังวล หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน ไม่รู้จักผ่อนคลาย และไม่ชอบออกกำลังกาย

ลักษณะอาการของผู้ป่วยโรคกระเพาะ ที่พบเสมอ ๆ ได้แก่ น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ ปวดนานไม่หาย ปวดเวลาหิว ท้องว่าง หรือหลังจากรับประทานอาหารเสร็จใหม่ ๆ อาการปวดจะเป็น ๆ หาย ๆ ผสมอาการจุก เสียดแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมในกระเพาะอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีการอาเจียนเป็นเลือดสีดำ หรือถ่ายอุจจาระสีดำ เนื่องจากมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร ถ้าหากมีอาการปวดยาวนานและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อาจถึงขั้นช็อกหมดสติได้

โรคแผลในกระเพาะอาหาร วิธีดูแลตัวเอง

วิธีดูแลตัวเองเมื่อเริ่มมีอาการ

1. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา เพราะอวัยวะในการย่อยอาหารจะทำงานเป็นเวลาหากถึงเวลาที่ต้องย่อยอาหาร แต่ไม่มีอาหารให้ย่อยกระเพาะจะบีบรัดตัวและย่อยตัวมันเอง ทำให้เกิดบาดแผลอักเสบ หรืออาจทำให้กระเพาะทะลุได้

2. รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อและในแต่ละมื้อควรมีสารอาหารที่ครบทั้ง 5 หมู่ด้วย

3. ไม่รับประทานอาหารมากจนจุก หรือน้อยเกินไปจนไม่รู้สึกอิ่ม

4. ยารับประทานอาหารรสจัดเพราะยิ่งจะทำให้รู้สึกปวดท้องมากยิ่งขึ้นให้รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่ายและมีรสจืดเป็นหลัก เช่น แกงจืดข้าวต้มโจ๊กซุปก๋วยเตี๋ยว ไม่ใส่พริกป่นและห้ามปรุงรสเพิ่ม น้ำเต้าหู้น้ำข้าวกล้องน้ำผักผลไม้และนมเป็นต้น

5. รับประทานช้าๆเคี้ยวให้ละเอียด และระหว่างรับประทานควรดื่มน้ำบ้างเพื่อจะช่วยในการย่อยอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และต้องดื่มน้ำอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน

6. หลังรับประทานอาหาร ควรอยู่ในท่านั่งหรือยืนแบบผ่อนคลายไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง ไม่ควรหักโหมงานหนักหรือทำงานทันที หลังรับประทานอาหารเสร็จและไม่ควรรับประทานอาหารไปทำงานไปอีกด้วย

7. งดสูบบุหรี่ ดื่มชากาแฟตลอดจนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีนทุกชนิดหลังการรับประทานอาหาร

8. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง

โรคแผลในกระเพาะอาหาร การใช้สมุนไพรในการรักษา

การใช้สมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค

1. กล้วย เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วย คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ โพแทสเซียม วิตามินเอ B บี 1 บี 2 บี 6 และวิตามินซี ที่สำคัญกล้วยสุกประกอบไปด้วยน้ำมากถึง 75% ซึ่งนับว่ามากพอที่จะสร้างความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ให้กับเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของเราก็ว่าได้

ทั้งนี้ด้านเภสัชโภชนา หรือยาในรูปแบบอาหาร กล้วยถือว่ามีคุณสมบัติในการบรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหาร แก้อาการท้องเสีย ท้องผูก และช่วยลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย การรับประทานกล้วยสุก สามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ เนื่องจากในเมือกลื่นของเนื้อกล้วยนั้น จะมีสารเคลือบกระเพาะอาหาร ช่วยยับยั้งการหลั่งสารเคมีที่เป็นกรด ในกระเพาะอาหาร จะช่วยลดการอักเสบ และการกำเริบของแผลในกระเพาะอาหารได้

เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป หรือรับประทานในขณะที่ท้องว่างระหว่างมื้ออาหาร ซึ่งหากเรารับประทานกล้วยน้ำว้า 1 ผล ก็จะช่วยลดอาการปวดท้อง เนื่องจากโรคกระเพาะอาหารลงได้ หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือการใช้กล้วยดิบหั่นเป็นแว่นบาง ๆแล้วนำไปตากแห้ง นำมาบดเป็นผงแล้วนำมาชงกับน้ำหรือนมดื่ม ก็จะช่วยให้แผลในกระเพาะอาหารหายเร็วยิ่งขึ้น

กล้วย รักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร

2. ฝรั่ง จากการศึกษาพบว่า ในผลของฝรั่งและใบฝรั่งมีวิตามินซีสูง อีกทั้งยังมีน้ำมันหอมระเหย และสารแทนนินอยู่มาก ซึ่งสารนี้จะทำให้ผักผลไม้มีรสฝาด มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งเชื้อโรค ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ช่วยลดอาการปวดเกร็งในช่องท้อง ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ และช่วยลดการอักเสบเนื่องจากแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

วิธีการรับประทานฝรั่ง เพื่อจะให้ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร คือ รับประทานแบบผลสด (แคะเม็ดออก) โดยรับประทานอย่างช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน ไม่ต้องจิ้มเครื่องเคียงหรือพริกเกลือใด ๆ ทั้งสิ้น อีกวิธีหนึ่งคือนำมาคั้นในเครื่องแยกกากแยกน้ำ เพื่อให้ได้น้ำฝรั่งคั้นสด 1 แก้ว นำมาดื่มได้ทันที สารแทนนินและวิตามินซีในผลฝรั่ง จะช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี ส่วนเบต้าแคโรทีนซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสาร antioxidant ในผลฝรั่ง จะช่วยยับยั้งการทำงานของเชื้อโรคในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

ฝรั่ง รักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร

3. ว่านหางจระเข้ มีผลวิจัยว่า สารTraumatic Acid ในว่านหางจระเข้ เมื่อไปจับตัวกลับ pepsin ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ในเนื้อเยื่อกระเพาะอาหาร และผนังลำไส้ จะช่วยยับยั้งการหลั่งสารออกมาทำลายผนังเนื้อเยื่อ จึงสามารถช่วยลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหารขณะที่ท้องว่างได้ทั้งนี้ยังช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารลดอาการอักเสบลดการหลั่งกรดไฮโดรคลอริก หรือน้ำย่อย จึงช่วยรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารและโรคแผลในลำไส้ส่วนต้นชนิดเรื้อรังได้นั่นเอง ปัจจุบันวิธีการรับประทานวุ้นของว่านหางจระเข้ สามารถ ทำได้หลายรูปแบบเช่น การนำกับว่านหางจระเข้สดมาล้างน้ำให้สะอาดปอกเปลือกออกนำไปล้างยางออกสามารถรับประทานแบบสดสดได้ทันทีหรืออาจจะนำไปปั่นเป็นเครื่องดื่ม น้ำว่านหางจระเข้ และสามารถนำไปทำเป็นของหวานร่วมกับผลไม้อื่นๆ ทำเป็นวุ้นว่านหางจระเข้ลอยแก้วก็ได้เช่นกัน

ว่านหางจระเข้ รักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร

4. ดอกทานตะวัน มีสรรพคุณในการรักษาปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะไม่ออกปัสสาวะเป็นสีขาวขุ่นขับนิ่วในทางเดินปัสสาวะและรักษาโรคกระเพาะอาหารรักษาอาการปวดประจำเดือนแก้อาการบิดมูกเลือด และโรคหนองในเป็นต้นการรับประทานสมุนไพรทานตะวันเพื่อการรักษาโรคกระเพาะอาหารให้นำฐานรองดอกต้นทานตะวัน 1 ต้น ต้มรวมกับ กระเพาะหมู 1 อันรอจนเดือดจากนั้นเติมน้ำทรายแดงลงไปประมาณ 30 กรัมหรือราว 5-6 ช้อนโต๊ะ เคี่ยวต่อสักครู่แล้วปิดไฟรอให้อุ่นกรองเอาแต่น้ำมาให้ผู้ป่วยดื่ม ข้อควรระวังห้ามใช้สมุนไพรทานตะวันในการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ ในสตรีมีครรภ์โดยเด็ดขาด

ดอกทานตะวัน รักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร

อาหารบำรุงสุขภาพ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร

1. โปรตีน ช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย ให้กับฟื้นคืนสภาพได้เร็วขึ้น จึงควรเลือกรับประทานเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย เช่นปลา ไก่ กุ้ง นม ไข่ ธัญพืช และ ผลิตภัณฑ์ธัญพืช และถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึก และเนื้อไก่ไม่ติดมันซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพสูง ย่อยง่าย ไม่เป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหารส่วนเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ๆ อาจจะใช้วิธีการบดหรือสับให้ละเอียด ก่อนนำมาปรุงเป็นอาหาร จะช่วยให้กระเพาะอาหารทำงานได้น้อยลง

อาหารบำรุงสุขภาพ โรคแผลในกระเพาะอาหาร

2. ไขมัน น้ำมันคุณภาพดี จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกระเพาะอาหาร เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง แต่ถึงอย่างนั้นผู้ป่วยก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น อาหารประเภททอดในน้ำมัน แกงกะทิ แกงเผ็ด เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้จะเป็นตัวก่อสารอนุมูลอิสระ ไปทำลายระบบการทำงานของระบบอาหารได้เช่นกัน หากสะสมไว้ในปริมาณที่มากเกินไป

อย่างไรก็ตามไขมันก็ถือว่ายังเป็นอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอยู่นั่นเอง ดังนั้นผู้ป่วยควรเลือกรับประทานอาหาร ประเภท ไขมันไม่อิ่มตัว เนื่องจากไขมันไม่อิ่มตัว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกระเพาะอาหารได้ เช่น ไขมันจากรำข้าว เมล็ดธัญพืช ถั่วเปลือกแข็ง และน้ำมันคุณภาพสูง เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น

โรคแผลในกระเพาะอาหาร ลดอาหารหวาน

3. ลดอาหารหวาน อาหารจำพวกแป้งขัดข้าวทั้งหลาย ควรบริโภคคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน หรืออาหารประเภทแป้งที่มีเส้นใยจากธรรมชาติ ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวสาลี (โฮลวีต) ข้าวโพด เป็นต้น

4. เกลือแร่และวิตามิน การรับประทานผักและผลไม้สม่ำเสมอ เพราะผักและผลไม้จะช่วยให้แผลในกระเพาะอาหารหายเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ผักและผลไม้ที่รับประทาน ควรจะอุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ฟอสฟอรัสโพแทสเซียม และกรดอะมิโน เช่น ผักโขม ฟักทอง มะเขือเทศ มะละกอ ผักคะน้า ผักกาดหอม ผักปวยเล้ง กะหล่ำปลี ตำลึง สตรอว์เบอร์รี่ แอปเปิ้ล ฝรั่ง เป็นต้น

, , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *